KM สำนักวิชาการ
 
หัวข้อ Training & Seminar
         
:: ทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับที่มาของนายกรัฐมนตรี ::
         
         
.: รายละเอียด
การสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับที่มาของนายกรัฐมนตรี จัดโดย สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 เวลา 13.30-16.30 น.
 
   
กำหนดการ
13.30 ปาฐกถานำ เรื่อง "ทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
  รองศาสตราจารย์ ดร.นรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
 

การอภิปรายเรื่อง "ภาพรวมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับที่มาของนายกรัฐมนตรี"

 

โดย ศาสตราจารย์ ดร . นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์ ( พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
และ อาจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
ดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพาณิชย์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

16.15-16.30

ซักถามและแสดงความคิดเห็น

   
 
    .............................................................................................................................................................................................................................  
 
.: สาระสำคัญ

การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง " ทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับที่มาของนายกรัฐมนตรี " มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

 
   

รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร

ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวปาฐกถาเรื่องทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี พ.ศ.2549 ให้การร่างรัฐธรรมนูญมี 3 ส่วนสำคัญ คือ

1) ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น ซึ่งการเสนอความเห็นของประชาชนต้องมีตั้งแต่ ต้น เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

2) เรื่องของเวลาที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว คาดว่าไม่เกิน 4 เดือน จะยกร่างแรกเสร็จประมาณวันที่ 19 เมษายน 2550 จากนั้นจะนำเข้าสู่การแปรญัตติและรับฟังความคิดเห็นใน 30 วัน ซึ่งเปิดโอกาสให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแปรญัตติได้ จากนั้นในเดือนที่ 6 ก็จะเข้าสู่การรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

3) การทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย โดยประชาชนเจ้าของสิทธิจะเป็นผู้ลงมติว่าจะรับ หรือไม่รับรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะต้องใช้เงินจำนวนมาก ในวันลงประชามติ ที่เหมือนกับวันเลือกตั้งทั่วไป ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท นอกจากนี้ก่อนการลงประชามติยังต้องมีการเผยแพร่ให้ประชาชนใช้วิจารณญานในการตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ โดยให้มีการอธิบายกับประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหา ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 15 วันแต่ไม่เกิน 30 วัน

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ยังอาจเป็นปัญหาอยู่ เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตยต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและตรวจสอบได้ หากผู้ปกครองกระทำความผิดก็ต้องสามารถตรวจ สอบได้ ถือเป็นการสร้างสมดุลของอำนาจในการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตย เพราะในรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น มีองค์ ประกอบสำคัญอยู่ 3 องค์ประกอบด้วยกัน คือ

1. สิทธิเสรีภาพของประชาชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน
2. การตรวจสอบอำนาจรัฐโดยองค์กรอิสระ ที่ถือว่าเป็นการคานอำนาจรัฐ
3. ความสัมพันธ์ของสถาบันการเมือง คือการทำให้นายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองเข้มแข็ง

โดย 3 องค์ประกอบดังกล่าวนี้ต้องมีความสมดุลกัน ดังนั้นการทำรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะคนๆ เดียว ไม่น่าจะมีผลแต่อย่างใด แต่ควรต้องแก้ที่ระบบและต้องทำให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีความ เข้าใจในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญด้วย

 

ศ. ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นไว้ ดังนี้

1) นายกรัฐมนตรีควรมาจากการเลือกตั้ง เพราะในยุคที่ประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตย นายกรัฐ มนตรีควร มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ควรเปิดช่องทางอื่น เพราะรัฐธรรมนูญในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยทั้งหลาย ไม่มีการกำหนดไว้ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ในกรณีดังกล่าวนี้ถือเป็นจารีตที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาโดยตลอด

2) รัฐธรรมนูญปี 2550 จะมีอายุไม่ยืน เพราะที่ผ่านมามักมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง โดยอ้างว่า รัฐธรรมนูญที่มาจากการทำรัฐประหาร จะมีเนื้อหาที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะการทำรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในภาวะที่เร่งรีบ และไม่มีการศึกษาที่ดีพอในเรื่องต่างๆ จึงอาจเกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรแก้ไขในประเด็นเล็กน้อย เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีนั้นจะกระทำได้ยากและการแก้ไขในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจจะมีผลกระทบกับประเด็นปัญหาอื่นและปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างได้เช่นเดียวกัน

3) ควรมีหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง ประกอบด้วยนักวิชาการที่ทำหน้าที่เก็บรวบรวมประเด็นต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ ทำความเห็นเสนอไปยังหน่วยงานที่มีการใช้รัฐธรรมนูญอย่างไม่ถูกต้อง ทำหน้าที่วิเคราะห์และกลั่นกรองประเด็นต่างๆ ก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศึกษาเปรียบเทียบประเด็นต่างๆของรัฐธรรมนูญในประเทศต่างๆ และสุดท้ายในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรหน่วยงานดังกล่าวนี้สามารถเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอาจเสนอผ่านองค์กรอื่นๆได้

4) ในส่วนของเนื้อหาในรัฐธรรมนูญนั้น ควรมีการกำหนดให้การทำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ ( public interest ) ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

5) การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ควรเกิน 2 วาระ เพื่อป้องกันการสร้างอิทธิ พลทางการเมือง

6) ควรกำหนดให้มีมาตรการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาในรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการป้องกันการออกคำสั่งโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ศ. ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ ได้ให้ข้อสรุปว่า ควรมีการเปิดช่องในหมวดของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญ โดยให้มีการเตรียมให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( สสร.) ไว้และมีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

 

ศ .(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ประธานอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ให้ความเห็นว่า

1) นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ที่มิใช่การเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงเหมือนกับระบอบการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตที่มีความผูกพันกับประชาชน ไม่ควรมาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

2) การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปเช่นในอดีตทำให้เกิดปัญหา ในเรื่องของระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้เกิดปัญหาของการใช้อำนาจที่ผิด เช่น การที่รัฐบาลได้เข้าไปแทรกแซงการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต่างๆและองค์กรตุลาการตามรัฐธรรมนูญ

3) ระบบคุณธรรม จริยธรรมทางการเมืองที่เกิดจากการใช้อำนาจอย่างมากของนายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร ที่ถูกทำลายลงเนื่องจากเป็นการกระทำที่อ้างว่าได้กระทำลงตามบทบัญญัติของกฎหมายแต่ไม่คำนึง ถึงความถูกต้องในด้านจริยธรรมและคุณธรรม ดังนั้นจึงควรกำหนดให้มีกรอบ จริยธรรมเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากนี้ ศ.(พิเศษ) จรัล ภักดีธนากุล ได้ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ดังนี้

1) ควรพิจารณากำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ของ ส . ว. ก่อน ซึ่งกรณี ส. ว. นั้น ยังมีความจำเป็นต้องมีอยู่ เนื่องจาก ส. ว. ต้องทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย และถ่วงดุลอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่มีเสียงข้างมากในสภาเกินครึ่ง

2) ส. ว. ไม่ควรมาจากการเลือกตั้ง แต่อาจมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมและไม่ควรมาจากการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก ส. ว. ทำหน้าที่ในการคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาในองค์กรอิสระ จึงต้องมีความเป็นกลาง ในขณะเดียวกันส. ว. ไม่ควรใช้อำนาจในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยส. ว. อาจมาจากการสรรหาจากองค์กรทุกภาคส่วนทุกสาขาอาชีพ แล้วนำมากลั่นกรองอีกขั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการตรวจสอบที่มีคุณภาพ

3) ส. ว. ควรมีอำนาจเป็นเพียงองค์กรที่ทำหน้าที่ในการเสนอ มิใช่เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการถอดถอน

 

รศ. ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นว่า
ภาพรวมของรัฐธรรมนูญสามารถมองได้เป็น 2 ส่วน คือ 1 ) เชิงรูปแบบ และ 2) เชิงเนื้อหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากปัญหาของรัฐธรรมนูญในเชิงเนื้อหา จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง จากในอดีตที่ผ่านมาการร่างรัฐธรรมนูญเป็นการทำให้หลุดพ้นจากเผด็จการทางทหารแต่ในปัจจุบันการร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากเผด็จการทางรัฐสภาแบบทุนนิยมโดยมีพรรคการเมือง ซึ่งเห็นได้ว่าในประเทศไทย “ พรรคการเมือง” เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายทำหน้าที่เป็นเพียงบริษัทที่เป็นระบบทุนนิยมโดยไม่คำนึงถึงความเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งพรรคการเมืองจะต้องเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยด้วย ดังนั้นควร ปล่อยให้ “ พรรคการเมือง” มีพัฒนาการไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องโดยไม่ต้อง ถูกจำกัดในกรอบของกฎหมายจนไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ในทางการเมือง และได้มีข้อเสนอดังนี้

1) จำนวนเสียงในสภาที่ใช้ในการตรวจสอบ ควรกำหนดให้ใช้จำนวนเสียงของส. ส. 1ใน 5 หรือ 4 ใน 5 ของจำนวนฝ่ายค้านที่เหลืออยู่ในสภา สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้

2) การมีส. ว. ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ควรคำนึงถึง “ ฟังก์ชั่นของการถ่วงดุลกับเสียงข้างมากของพรรคการเมือง” ที่ต้องทำหน้าที่อย่างถูกต้องและเหมาะสม

3) ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์ได้โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่หน่วย งานของรัฐมักจะถูกครอบงำภายใต้ร่ม ของการเมืองที่ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ

สรุปได้ว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่มีความเข็มแข็งจะต้องมีพรรคการเมืองและประชาชนที่มีความเข็มแข็งด้วยเช่นกันนั่นคือ ประชาชนต้องรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญสามารถจับต้องได้มากกว่าเป็นเพียงแค่กฎหมายสูงสุดในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งประชาธิปไตยต้องประกอบไปด้วยชุมชนที่มีความเข็มแข็งและปกป้องในทรัพยากรของประเทศชาติ และในการร่างรัฐ ธรรมนูญนั้นควรกำหนดแต่ประเด็นหลักที่เป็นสาระสำคัญ ส่วนประเด็นรองควรไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูกหรือกฎหมายลำดับรอง

สำหรับในประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้น มีข้อพิจารณา 2 ประการ คือ

1) นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยนั้นถือว่าเป็นข้อดี แต่หากสังคมที่มีระบบพรรคการเมืองแบบไทย การที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎรก็อาจเป็นข้อเสียได้

2) ไม่ต้องมีการบัญญัติที่มาของนายกรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้นจะเป็นไปตามพัฒนาการของระบบพรรคการเมือง ซึ่งการที่ไม่บัญญัติที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้นมีข้อดีคือ ทำให้เกิดการถ่วงดุลระหว่างพรรคการเมืองกับอำนาจอื่นซึ่งถือว่าเป็นการถ่วงดุลทางสังคมวิทยาทางการเมืองโดยการถ่วงดุลดังกล่าวจะไม่ทำให้ระบบรัฐธรรมนูญนั้นสะดุดหยุดลงและเป็นการเพิ่มอำนาจในการต่อรองทางการเมืองให้กับประชาชนได้เช่นกัน ในขณะที่ข้อเสียคืออาจมีพลังอำนาจอื่นเข้ามาครอบงำระบอบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองได้

ดังนั้นในการร่างรัฐธรรมนูญ ควรดูสภาพสังคมวิทยาทางการเมืองของไทยเป็นสำคัญ โดยไม่ควรนำหลักเกณฑ์ทางตะวันตกมาบัญญัติเป็นกฎเกณฑ์ที่นำมาใช้ในการปกครองในประเทศไทย

อ. ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นว่า
ทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญทางสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องตระหนักว่า ปัญหาในขณะนี้ถูกซ้อนถึง 2 ชั้น ปัญหาประการแรก คือ ปัญหาทางการเมืองก่อนมีเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 และปัญหาประการต่อมาคือ หลังจาก 19 กันยายน 2549 ที่เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ส. ส. ร. ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะทางการเมืองที่เป็นปกติเร็วที่สุด นั่นคืออาจนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาแก้ไขใหม่เป็น “ รัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2550“ ซึ่งสามารถที่จะกระทำได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ไม่ได้มีการ กำหนดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จะต้องทำอย่างไร แต่การที่ควรนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาแก้ไขเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เมื่อมีการยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญจึงเปรียบ เสมือนฉีกเจตนารมณ์ของประชาชน จึงจำเป็นต้องนำเจตนารมณ์ของประชาชนกลับคืนมาใหม่เพราะสามารถเยียวยาความเสียหายที่เกิดขั้นจากการยึดอำนาจ แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ พ. ศ. 2540 ได้

สำหรับที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้น ในทางวิชาการไม่มีความจำเป็นต้องเขียนไว้ในกฎหมายว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส. ส. แต่ในขณะที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะของการยึดอำนาจทางการเมือง การเขียนรัฐ ธรรมนูญ 2550 ในประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีจึงต้องระวังมิให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นการเขียนกฎหมายเพื่อเปิดช่องให้กับ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.) ในการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และที่สำคัญ คณะมนตรีความ มั่นคงแห่งชาติ ( คมช.) ควรประกาศให้ชัดเจนว่า จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยปล่อยให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรม นูญทำงานได้อย่างเป็นอิสระ และ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

 

การนำผลที่ได้รับจากการเข้าร่วมฟังการสัมมนามาใช้ในการปฏิบัติงาน

1. นำมาเป็นข้อมูลเพื่อศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติมองค์ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
2. นำข้อมูลที่ได้จากการสัมมนา เก็บรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลวิชาการเพื่อใช้ในการให้บริการข้อมูลทางวิชาการแก่สมาชิกรัฐสภา
3. นำข้อมูลข้อความคิดเห็นของนักวิชาการส่วนที่เกี่ยวข้องมาทำการวิจัยสรุปผลตารมที่ได้รับการแต่ง ตั้งเป็นอนุกรรมการศึกษาประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ

 
       
    .............................................................................................................................................................................................................................  
  .: เอกสารประกอบ -  
   

 

 
    .............................................................................................................................................................................................................................  
 
.: ผู้เข้าร่วม
1.นายวิชาญ ทรายอ่อน วิทยากร 5  
    2.นางบุศรา เข็มทอง นิติกร 4  
    .............................................................................................................................................................................................................................  
         
         
KM Home
สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
Webmaster: บุษราภรณ์ อัครนิธิยานนท์