สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
 
     

รายงานการประชุม
การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2550 และการประชุมวิชาการ
เรื่อง การรู้สารสนเทศของปวงชน : เรียนรู้เพื่อสังคมเศรษฐกิจพอเพียง
(Information Literacy for All : Learning for Sufficient Economic Society)
ระหว่างวันที่ 18-21 ธันวาคม 2550
       
      - การรู้สารสนเทศกับสังคมเศรษฐกิจพอเพียง    
      -

นโยบายของรัฐกับการรู้สารสนเทศ

   
      - การรู้สารสนเทศของปวงชน    
      - การรู้สารสนเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน : แนวคิด ทฤษฎี มาตรฐาน การวิจัย และการปฏิบัติ  
      - การพัฒนาบทบาทของห้องสมุดในการพัฒนาการรู้สารสนเทศของผู้ใช้    
      - ทิศทางระบบสารนิเทศสำหรับประเทศไทย    
      - การรู้สารสนเทศกับวิชาชีพและสังคมไทย    
      - การศึกษาดูงาน 2 แห่ง    
      - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ    
      - ข้อเสนอแนะ    
      - รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการ    
             
             
   

การรู้สารสนเทศกับสังคมเศรษฐกิจพอเพียง

วิทยากร : นางสาวพรพิมล วรดิลก ที่ปรึกษากิจกรรมพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มูลนิธิชัยพัฒนา

สารสนเทศเป็นหัวใจสำคัญและเป็นพลังขับเคลื่อนหรือปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนในสังคมทั้งสังคมโลกและสังคมไทย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลและองค์กรทั้งทางบวกและทางลบ การรู้สารสนเทศ ( Information Literacy ) จึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคน ทุกสาขาอาชีพ และรู้สารสนเทศซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาและการดำรงชีวิตประจำวัน สรุปได้ดังนี้

สารสนเทศ ( Information ) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่มีการรวบรวมเรียบเรียงอย่างเป็นระบบหรือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว
สังคมเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสังคมที่มีการดำเนินชีวิต โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในทุก ๆ ด้าน
แหล่งสารสนเทศ ( Information Sources) หมายถึง สถานที่ที่มีสารสนเทศสะสมอยู่ และเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถเข้าใช้สารสนเทศเหล่านั้นได้
แหล่งสารสนเทศที่เป็นบุคคล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รอบรู้ในสาขาต่างๆ ผู้ต้องการสารสนเทศจากบุคคลต้องไปพบปะสนทนาหรือสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญนั้นโดยตรงจึงจะได้สารสนเทศที่ต้องการ

แหล่งสารสนเทศสถาบัน จำแนกได้ดังนี้  

  1. ห้องสมุด ( Library) คือ สถานที่รวมทรัพยากรสารสนเทศสาขาวิชาต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์ รวมทั้ง ฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยมีบรรณารักษ์เป็นผู้บริหารงานและดำเนินงานต่างๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุด
  2. ศูนย์สารสนเทศ ( Information Center ) แหล่งสารสนเทศประเภทนี้แต่ละแหล่งมีชื่อต่าง ๆ กัน อย่างไรก็ตามล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อบริการสารสนเทศเฉพาะสาขาวิชา เช่น ศูนย์สารสนเทศทางการเกษตรแห่งชาติ ศูนย์เอกสารประเทศไทย ศูนย์ข้อมูลทางเทคโนโลยี และศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร เป็นต้น

แหล่งสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

  1. อินเทอร์เน็ต เป็นแหล่งสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  2. ศูนย์บริการสารสนเทศแบบซีดีรอม และแบบออนไลน์

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ

  1. ทรัพยากรสารสนเทศ ได้แก่ วัสดุตีพิมพ์ วัสดุไม่ตีพิมพ์
  2. บุคลากร ได้แก่ บรรณารักษ์ นักโสตทัศน์ นักวิเคราะห์ระบบ นักเขียนโปรแกรม
  3. เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล และเครื่องเขียนซีดี ( CD-Writer )
  4. กระบวนการจัดการสารสนเทศ ได้แก่ การคัดเลือก การจัดหา การวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ

หลักการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

  • การพัฒนาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิมของสังคม (สังคมเกษตรกรรม)
  • พัฒนาตามลำดับขั้น
  • พัฒนาเพื่อรักษาสิ่งที่ดีให้อยู่
  • อยู่บนหลักของภูมิสังคม

พระราชดำรัสว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ ...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” (18 กรกฎาคม 2517)

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแนะแนวทางการดำเนินชีวิตของพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เงื่อนไขความรู้
(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)
เงื่อนไขคุณธรรม
(ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน)

ลูกศรลง: นำสู่

เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม

สมดุล / มั่นคง / ยั่งยืน

 

การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคชนบท ภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศโดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกัน คือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม

เศรษฐกิจพอเพียง ควรสร้างความพอดี 5 ประการ

1. ความพอดีด้านจิตใจ

  • มีจิตใจเข้มแข็งพึ่งตนเองได้
  • มีจิตสำนึกที่ดี
  • เอื้ออาทร ประนีประนอม
  • นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

2. ความพอดีด้านสังคม

  • การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
  • การรู้รักสามัคคี
  • สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน

3. ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

  • รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ
  • เลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด
  • ระวังไม่ให้กิจกรรมกระทบสิ่งแวดล้อมขยะมูลฝอย น้ำเสีย เป็นต้น

4. ความพอดีด้านเทคโนโลยี

  • รู้จักใช้เทคโนโลยีเหมาะสมสอดคล้องต่อความต้องการและสภาพแวดล้อม
  • พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

5. ความพอดีด้านเศรษฐกิจ

  • มุ่งลดรายจ่าย
  • ยึดหลัก พออยู่ พอกิน พอใช้
  • ไม่ใช้จ่ายเกินตัว เกินฐานะ
  • หลีกเลี่ยงการก่อหนี้โดยไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า

สรุปได้ว่า การรู้สารสนเทศมีความสำคัญ เพื่อสร้างให้ผู้ศึกษามีความรู้ ความสามารถ มีทักษะการเรียนรู้ มีความคิด วิจารณญาณ มีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการดำรงชีวิตในสังคมสารสนเทศ จึงเป็นพื้นฐานการพัฒนาบุคคล องค์กรและประเทศชาติ รัฐ สถาบันการศึกษา และห้องสมุดจึงมีบทบาทร่วมกันส่งเสริมการรู้สารสนเทศ และสร้างบุคคลให้รู้สารสนเทศ เพื่อให้การรู้สารสนเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและสู่สังคมเศรษฐกิจพอเพียง

 
             
           
             
   

นโยบายของรัฐกับการรู้สารสนเทศ

วิทยากร : ดร.ชอบ ลีซอ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

การศึกษาและการรู้สารสนเทศ ( Education and Information Literacy ) ได้มีผู้ให้นิยามไว้ดังนี้

สมาคมห้องสมุดอเมริกา ( ALA the American Library Association ) กล่าวว่าคนนั้นต้องสามารถล่วงรู้ได้ว่าเมื่อไรสารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็น และมีความสามารถรู้ถึงแหล่งสารสนเทศ ใช้สารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Jeremy Shapiro กล่าวว่าเป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นความรู้ ความคิดเชิงวิจารณญาณต่อธรรมชาติของข้อมูลนั้น ๆ รู้ถึงโครงสร้างทางเทคนิคนำเข้าไปสู่เป้าหมายการศึกษาภาคบังคับจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุขในสังคม

Competencies หมายถึง สมรรถนะ ซึ่งการอ่านออกเขียนได้ในเชิงสารสนเทศ ประกอบด้วย

  1. เป็นการตระหนักรู้ว่าสารสนเทศที่ถูกต้องสมบูรณ์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
  2. รู้ว่าตนเองมีความต้องการสารสนเทศใด
  3. สามารถตั้งคำถามหรือระบุความต้องการสารสนเทศของตนเองได้
  4. สามารถระบุหรือชี้แหล่งสารสนเทศที่จะค้นหาได้
  5. สามารถพัฒนากลวิธีการค้นคืนสารสนเทศได้
  6. สามารถเข้าถึงแหล่งสารสนเทศทั้งที่จัดเก็บอยู่ในสื่อคอมพิวเตอร์และสื่อรูปแบบอื่นๆ
  7. สามารถประเมินค่าสารสนเทศได้
  8. สามารถจัดกลุ่มหรือหมวดหมู่สารสนเทศเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
  9. สามารถบูรณาการสารสนเทศใหม่ๆ เข้ากับองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมได้
  10. สามารถใช้สารสนเทศในการคิดเชิงวิเคราะห์และสารสนเทศในการแก้ปัญหาได้
  11. สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างมีวิจารณญาณ
  12. รู้จักการใช้ข้อมูลได้อย่างมีจริยธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย

ทักษะเชิงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

ทักษะ/การวิเคราะห์/วิจัย + การคิดอย่างมีวิจารณญาณ = กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Inquiry Process)

 

การระบุประเด็นปัญหาจากสถานการณ์ที่กำหนดให้

การตั้งสมมติฐานและทางเลือกที่สมเหตุสมผล (สมมติฐานทางเลือก)

การเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

การวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล (ใช้สถิติเชิงคุณภาพหรือแล้วแต่วิธีที่สอดคล้อง)

การสรุปและนำเสนอผลโดยใช้รูปแบบวิธีและสื่อต่าง ๆ 

ระบุถึงข้อจำกัดของการศึกษาและเสนอแนวทางแก้ไข

Critical thinking การคิดอย่างมีวิจารณญาณ

  1. เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับระบบโดยใช้ปัญญา
  2. มีความเชี่ยวชาญ คล่องแคล่วและกระตือรือร้น
  3. การเข้าใจกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินต่อข้อมูลสารสนเทศ
  4. ข้อมูลสารสนเทศอาจได้มาจากผลงานวิจัย ประสบการณ์ ข้อมูลเบื้องต้น
  5. นำผลมาเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าควรเชื่อหรือไม่

ความคิดเชิงวิเคราะห์ สามารถใช้ประกอบการสอน และนำข้อมูลเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการทำข้อสอบการใช้สำหรับนักเรียนเพื่อทดสอบและประเมิน เพื่อให้เกิดการบูรณาการนำไปสู่การรู้สารสนเทศ

 
             
           
             
   

การรู้สารสนเทศของปวงชน

วิทยากร :
ศาสตราภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ กรรมการสภามหาวิทยาลัยราชัฏสวนดุสิต
รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี วงศ์มณฑา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
อาจารย์นายแพทย์ศักดา อาจองค์ ผู้ช่วยคณบดี ฝ่ายสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี  

วิทยากรและผู้ดำเนินรายการ :
รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีฝ่ายศูนย์บริการการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และอุปนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ คนที่ 1

ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

ปัจจุบันมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านสารสนเทศอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะวงการบรรณารักษ์ สารสนเทศคืออำนาจ สามารถชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวขององค์กรได้ เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลและองค์กรทั้งทางบวกและทางลบ บุคคลใดรู้สารสนเทศจะได้เปรียบกว่าบุคคลอื่น

รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี วงศ์มณฑา

กล่าวถึงบรรณารักษ์ว่าเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพยากรในห้องสมุด คนรักษาหนังสือ เฝ้าหนังสือไม่ให้หาย

ส่วนห้องสมุด เป็นมากกว่าห้องเก็บรักษาหนังสือ มีสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งหนังสือและสื่อมัลติมีเดีย คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ห้องสมุดหลายที่เปลี่ยนเป็น ศูนย์แห่งการเรียนรู้ ( Learning resource center ) การบริหารจัดการเพื่อให้ศูนย์แห่งการเรียนรู้น่าสนใจ ควรนำคำ 3 คำ คือ การตลาด การจัดการ การบูรณาการ มาใช้ ได้แก่

  • การตลาด โดยการสร้างเสน่ห์จูงใจให้ผู้ใช้สนใจ
  • การจัดการ ทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น บุคลากร หนังสือ สื่อต่าง ๆ บริหารจัดการอย่างไร ให้คุ้มค่า
  • การบูรณาการ สร้างความเข้าใจระหว่างกัน เพราะไม่มีศาสตร์ใดจะอยู่โดดเดี่ยวได้ เช่น พิพิธภัณฑ์กับห้องสมุดต้องจัดกิจกรรมร่วมกัน

หลักการบริหารการจัดการสารสนเทศ

  1. ต้องการความถูกต้อง
  2. ต้องการให้คนเข้าถึงข้อมูล
  3. ความทันสมัย
  4. ความครบถ้วน
  5. วิธีการหาข้อมูล

ดังนั้น บรรณารักษ์ต้องปรับตัวเพื่อให้มีความรู้ความสามารถในทุกๆ ด้าน เช่น การตลาด การบริหาร การจัดการ

อาจารย์นายแพทย์ศักดา อาจองค์

สารสนเทศทางการแพทย์ในปัจจุบันที่เป็นยุคโลกาภิวัตน์นี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงเวลาของการดำเนินชีวิตประจำวันของเราต้องมีโอกาสสัมผัสกับเทคโนโลยีสารสนเทศไม่มากก็น้อย เทคโนโลยีเหล่านี้อาจกลายเป็นวิถีในการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันวงการแพทย์ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลของคนไข้ เช่น การลงทะเบียนประวัติผู้ป่วย การรับรองสิทธิกับการรักษาพยาบาล สิทธิข้าราชการ สิทธิผู้พิการหรือทุพพลภาพ ระบบสารสนเทศเพื่อช่วยในการบริหารจัดการผู้ป่วยเวชศาสตร์ฉุกเฉินของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบบสารสนเทศในการจัดคิวนัดหมายและคิวเข้าห้องแพทย์ ระบบบริหารจัดการการสั่งยา และเวชภัณฑ์ ระบบนัดหมายและติดตามผู้ป่วย ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ระบบการเงิน ระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามผู้ป่วย ระบบสารสนเทศเพื่อการวิจัยทางการแพทย์

ความคาดหวังของบรรณารักษ์

1. การดูแลผู้มาใช้บริการ

2. บทบาทของบรรณารักษ์

  • เป็นผู้แนะนำให้คนรู้
  • เป็นผู้นำทำให้คนสนใจ
  • เป็นผู้คิดผู้แสวงหา
  • เป็นนักบริการ

3. เมื่อมีคนคาดหวังว่าเราทำได้จะต้องทำได้

  • วิญญาณวิญญู ให้ความสำคัญกับตัวเอง เคารพตัวเอง
  • อริวิญญู สำนึกที่คิดว่าเราไม่แพ้ต่ออุปสรรค
  • อาเวกวิญญู ไม่หงุดหงิด ไม่โกรธง่าย ยินดีรอการตอบสนอง
  • ปัญญาวิญญู คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น
  • มีศีลธรรมในจิตใจและมีไตรเอกภาวะ เช่น สำนึกแห่งการมีส่วนร่วมจิตวิญญาณการแข่งขัน คิดในเชิงยุทธ์

4. ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ

  • รักในวิชาชีพ เช่น เป็นผู้ชี้นำที่ดี
  • ต้องพัฒนาตนเองทางด้านสารสนเทศ
  • การมีภาคีช่วยส่งเสริมสิ่งที่เราไม่รู้
  • ต้องวางแผนในการทำงานโดยการทำ Mind map
  • ทำงานประจำให้เป็นงานวิจัยเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่
 
             
           
             
   

การรู้สารสนเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน : แนวคิด ทฤษฎี มาตรฐาน การวิจัย และการปฏิบัติ

วิทยากร :
ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานนท์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ
ดร.นงเยาว์ เปรมกมลเนตร นักวิจัย สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ผู้ดำเนินรายการ :
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ชลารักษ์ ประธานสาขาวิชาการจัดการความรู้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

สังคมไทยยังไม่สามารถใช้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพได้ การใช้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพประกอบด้วยส่วนสำคัญคือ

ข้อมูล เป็นค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น
สารสนเทศ เป็นกลุ่มข้อมูลที่ถูกจัดเก็บตามกฎเกณฑ์
ความรู้ เกิดจากการประมวล วิเคราะห์ สังเคราะห์ จำแนกหมวดหมู่ ตีความ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ทำไมสังคมไทยต้องเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้

  1. สภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง (Competition)
  2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (Accelerating change)
  3. ความต้องการความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Need for innovation and creativity)

ประเทศไทยควรก้าวไปให้มากกว่า “ สังคมสารสนเทศ ” คือการเป็น “ ปราชญ์สังคม ”

1. สภาพปัจจุบัน : สังคมไทยยังอยู่ในรอยต่อของคลื่นทั้ง 3 ลูก

คลื่นลูกที่ 1 นักรบเป็นหัวหน้า เป็นยุคของนายพลเป็นหัวหน้า ใช้อำนาจเป็นใหญ่
คลื่นลูกที่ 2 นายทุนนำ เป็นสังคมอุตสาหกรรม ใช้ทุนเป็นใหญ่
คลื่นลูกที่ 3 ข้อมูลข่าวสารนำ เป็นสังคมข้อมูลที่ต้องการคนมีข้อมูลข่าวสาร เป็นผู้นำ ใช้ข้อมูลข่าวสารแก้ปัญหาได้ โดยมี เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ

2 . ภาพพึงประสงค์สังคมไทย : สู่สังคมแห่งความรู้และการใช้ปัญญา

คลื่นลูกที่ 4 สังคมความรู้ เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ เช่น Biotech, Nanotech
คลื่นลูกที่ 5 ปราชญ์สังคม เป็นสังคมแห่งความเป็นกลาง ใช้ปัญญานำชีวิตฐานความรู้เป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญญาอย่างยั่งยืน

ปัญหาอุปสรรคของสังคมไทยที่ยังไปไม่ถึงสังคมฐานความรู้

1. ขาดการพัฒนาและจัดการสารสนเทศให้มีคุณภาพ

1.1 การจัดการสารสนเทศยังไม่มีคุณภาพ
1.2 ข้อมูลบางหน่วยงานยังไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย

2. ขาดทักษะการเข้าถึงข้อมูล

2.1 ขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ
2.2 ขาดทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ

3. ขาดทักษะในการเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศเป็นความรู้

3.1 ขาดการสะสมข้อมูล
3.2 ขาดทักษะการคิด และการใช้เหตุผล

4. ขาดการส่งเสริมการวิจัย สร้างความรู้ขึ้นใหม่

4.1 งบประมาณเพื่อการวิจัยยังต่ำอยู่
4.2 จำนวนงานวิจัยยังต่ำ
4.3 ระบบการวิจัยของไทยยังมีจุดอ่อนมาก

ทำอย่างไรให้สังคมไทยเป็นสังคมการเรียนรู้แบบยั่งยืน

1. ด้านการพัฒนาผู้ใช้และเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

1.1 ผู้เรียนสามารถเรียนรู้หรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตนเองผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
1.2 เครือข่ายการศึกษาที่หลากหลาย
1.3 เปิดสาขาวิชาใหม่ที่บูรณาการระหว่างศาสตร์ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป
1.4 ขยายช่องทางการศึกษาโดยใช้ระบบสารสนเทศ
1.5 ครูและสื่อการสอนมีการพัฒนาอยู่เสมอ

2. ด้านการวิจัยและพัฒนา

2.1 มุมมองวิจัยระดับภาพรวมของสังคม
2.2 มุมมองเชิงการแก้ปัญหาและหาทางออก
2.3 มุมมองเชิงบูรณาการ
2.4 มุมมองเชิงอนาคต

ควรสร้างสังคมให้คนเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการให้หนังสือเป็นการสร้างสังคมฐานความรู้


รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานนท์

การรู้สารสนเทศ (Information Literacy)

  • Information Literacy ยังไม่มีศัพท์บัญญัติเป็นภาษาไทย แต่มีผู้แปลเป็นภาษาไทยไว้ต่างๆ กัน เช่น การรู้สารสนเทศ ความรู้ทางสารสนเทศ ทักษะการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ
  • ศัพท์อื่นที่เกี่ยวข้องกัน คือ Computer Literacy, Economic Literacy, Media Literacy, Digital Literacy ความหมายสรุปโดยรวม คือ การมีความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องนั้นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ สื่อ และดิจิทัล

ความจำเป็นของการรู้สารสนเทศ

การรู้สารสนเทศมีความจำเป็นต่อการสร้างสังคมสารสนเทศ และสังคมความรู้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

  • สารสนเทศ เป็นทรัพยากรหลักในสังคมและถือเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยการผลิต เป็นสินค้าที่มีค่า มีราคา งอกงามใช้ได้ไม่หมดสิ้น เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต การตัดสินใจ การบริหารจัดการ การแข่งขัน และเป็นอำนาจที่สามารถชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวขององค์กรได้
  • อินเทอร์เน็ต เป็นขุมทรัพย์ของความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร เปรียบเป็นห้องสมุดโลก ก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ที่เปิดกว้างในเรื่องของข่าวสาร สารสนเทศ ความรู้ ความคิดเห็น ความร่วมมือ การวิพากษ์ วิจารณ์ เสรีภาพในการพูด การสื่อสาร เชื่อกันว่าอินเทอร์เน็ต เป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่และมีศักยภาพสูงสุดในการเปลี่ยนแปลงสังคม สารสนเทศจากอินเทอร์เน็ตมีข้อได้เปรียบในเรื่องความทันสมัย ความกว้างขวาง ครอบคลุม และมีปริมาณมาก แต่มีข้อจำกัดเนื่องจาก เป็นเครือข่ายสาธารณะ ขากการกลั่นกรอง ตรวจสอบ ผู้ใช้ต้องมีวิจารณญาณ จัดระบบ สังเคราะห์สารสนเทศ เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  • นโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แผนการศึกษาของชาติ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม การปฏิรูปการศึกษา เพื่อปรับบทบาทของการศึกษาให้ชี้นำสังคม มุ่งสู่การศึกษาตลอดชีวิต และการเรียนรู้ที่เน้นวิธีการเรียน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทำให้ผู้เรียนจำเป็นต้องเป็นผู้รู้สารสนเทศและบทบาทของผู้สอนได้เปลี่ยนเป็นผู้เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้

ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ

การรู้สารสนเทศเป็นทั้งความรู้ ความสามารถ ทักษะและกระบวนการอันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้รู้สารสนเทศ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในสังคมปัจจุบันในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การรู้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน เป็นองค์ประกอบสำคัญของการรู้สารสนเทศ ในกระบวนการเข้าถึงและสืบค้นสารสนเทศจากฐานข้อมูลสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด อินเทอร์เน็ต และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
  • ด้านภาษา การรู้และมีทักษะด้านภาษามีความสำคัญ เช่น การสืบค้นสารสนเทศต้องมีการกำหนดคำค้น คำสำคัญหรือหัวเรื่อง การใช้สารสนเทศจากอินเทอร์เน็ต การนำเสนอสารสนเทศ จำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ และทักษะทางภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • ด้านความคิด การพัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดอย่างมีระบบ การคิดแก้ปัญหา การมีวิจารณญาณ การแสวงหา การเข้าถึง การประเมิน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และการนำเสนอสารสนเทศ เป็นกระบวนการสำคัญในเรื่องการรู้สารสนเทศ การสร้างผู้รู้สารสนเทศ
  • ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ การนำข้อความหรือแนวคิดของผู้อื่นมาใช้ในงานของตนจำเป็นต้องได้รับการอ้างอิงเรื่องลิขสิทธิ์ และการใช้สารสนเทศโดยชอบอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ

ผู้รู้สารสนเทศหรือบุคคลแห่งการเรียนรู้

จากการประมวลแนวคิดเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศโดยองค์กรทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง สามารถประมวลลักษณะผู้รู้สารสนเทศได้ดังนี้

  • ตระหนักถึงความจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ รู้ว่าเมื่อไรต้องใช้สารสนเทศ
  • ตระหนักว่าสารสนเทศที่ถูกต้องและสมบูรณ์ เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจที่ชาญฉลาด
  • กำหนดขอบเขตปัญหา และสารสนเทศที่ต้องการได้ สามารถตั้งคำถามสิ่งที่ต้องการได้
  • รู้แหล่งสารสนเทศที่ต้องการ
  • เข้าถึงและสืบค้นสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • ร่วมมือกับผู้อื่น และได้รับบริการสารสนเทศจากผู้เกี่ยวข้องได้เมี่อมีความต้องการ
  • ประเมินสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ
  • บูรณาการสารสนเทศที่เลือกสรรแล้วสู่ฐานความรู้ของตน
  • จัดสารสนเทศอย่างเป็นระบบเพื่อการนำไปใช้ รวมถึงสร้างสารสนเทศขึ้นมาใหม่ได้
  • ใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนองวัตถุประสงค์เฉพาะ การคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม
  • ตระหนักถึงบริบททางเศรษฐกิจ กฎหมาย สังคมที่มีผลกระทบถึงการใช้และการเข้าถึงสารสนเทศ
  • ใช้สารสนเทศอย่างมีจริยธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย
  • ตระหนักว่าการรู้สารสนเทศ คือ พื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

มาตรฐานการรู้สารสนเทศ

องค์กรและสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติได้ให้ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ จึงได้กำหนดมาตรฐานการรู้สารสนเทศและที่เกี่ยวข้อง เช่น

• สหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรฐานความสามารถในการรู้สารสนเทศระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา เช่น

สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัย ( Association of College and Research Libreries, 2000 ) ได้กำหนดมาตรฐานความสามารถในการรู้สารสนเทศ เสนอมาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และผลที่ได้รับ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของนักศึกษา และบัณฑิตอันเป็นผลผลิตจากสถาบันอุดมศึกษาว่าเป็นผู้รู้สารสนเทศ

สมาคมบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนอเมริกัน ( American Association of School Librarians ) และสมาคมการสื่อสารและเทคโนโลยีการศึกษา (Association of Educational Communications and Technology ) ได้จัดทำมาตรฐานการรู้สารสนเทศสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียน

• สาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศติดอันดับโลกและมุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นชาติแห่งการเรียนรู้ภายใต้แผน IT 2000 ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศและความรู้ ในฐานะเป็นทรัพยากรหลักของการพัฒนาประเทศ ดังคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี โก๊ะ โจ๊ะ ตง (Gho Chock Tong ) ในวันชาติเมื่อ ค.ศ. 1993 ถึงความสำคัญของความรู้และสารสนเทศว่า “ อนาคตเป็นของประเทศ ซึ่งประชาชนใช้สารสนเทศ ความรู้ และเทคโนโลยี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ”

กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้สารสนเทศ และได้จัดพิมพ์แนวทางดำเนินการเรื่อง การรู้สารสนเทศ ( The Information Literacy Guidelines ) เมื่อ ค.ศ. 1997 โดยยึดรูปแบบ “Big-Six Model” เป็นกรอบการวางหลักสูตรการสอนเรื่อง การเรียนรู้สารสนเทศ ซึ่งบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอนทุกระดับ

การสอนการรู้สารสนเทศ

  • การสอนการรู้สารสนเทศอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ การนำชมห้องสมุด (Library tours) การปฐมนิเทศห้องสมุด (Library orientation) การสอนทางบรรณานุกรม (Bibliographic instruction) การสอนห้องสมุด วิจัยห้องสมุด (Library research courses) การฝึกอบรมผู้ใช้ (User training) การสอนทักษะห้องสมุด (Library skills instruction)
  • การสอนการรู้สารสนเทศอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การสอนเป็นรายวิชาโดยเฉพาะ โดยพัฒนามาจากการสอนวิชาการใช้ห้องสมุดหรือการสอนเรื่องบรรณานุกรม ซึ่งต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อวิชา เช่น การใช้สารสนเทศ ทักษะสารสนเทศ การค้นคว้าและเขียนรายงาน สารสนเทศกับการศึกษาค้นคว้า เทคโนโลยีสารสนเทศกับการค้นคว้า และการสอนแบบบูรณาการทักษะสารสนเทศในหลักสูตรระดับต่างๆ และในรายวิชาต่างๆ ในระดับอุดมศึกษา เช่น ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและค้นคืน วิชาการวิจัย วิชาทักษะชีวิต เป็นต้น ส่วนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา การสอนแบบบูรณาการอยู่ในเนื้อหาวิชาต่างๆ เช่น ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ เป็นต้น
  • รูปแบบการแก้ปัญหาสารสนเทศ (Big-Six Information Problem-Solving ) กระทรวง ศึกษาธิการ ของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้นำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาหลักสูตรการรู้สารสนเทศเพื่อใช้ทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีประสบการณ์ 6 ขั้นตอน ในการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างที่ต้องใช้สารสนเทศ

    ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดความต้องการและงานที่ต้องใช้สารสนเทศ
    ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดกลยุทธ์การแสวงหาสารสนเทศ
    ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดแหล่งที่มีสารสนเทศและการเข้าถึงสารสนเทศ
    ขั้นตอนที่ 4 การใช้สารสนเทศ
    ขั้นตอนที่ 5 การนำเสนอ สื่อสารสารสนเทศ
    ขั้นตอนที่ 6 การประเมินกระบวนการและผลลัพธ์จากสารสนเทศ

• รูปแบบหน่วยการเรียนการสอนและการปฏิบัติ มีความพยายามที่จะจัดหลักสูตรประกาศนียบัตรการรู้สารสนเทศระดับสากล (International Information Literacy Certificate-IILC) เป็นวาระระดับโลก โดย IFLA และสมาคมห้องสมุดของแต่ละประเทศ จำแนก ดังนี้

หน่วยที่ 1 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
หน่วยที่ 2 การวิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศและวิธีการที่แตกต่างกันในการสนองความต้องการสารสนเทศ
หน่วยที่ 3 กลยุทธ์การแสวงหาสารสนเทศ การเข้าถึง และการใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
หน่วยที่ 4 การประเมินสารสนเทศที่เข้าถึง
หน่วยที่ 5 การจัดระบบ การประยุกต์ใช้ และการสื่อสารสารสนเทศ
หน่วยที่ 6 การสังเคราะห์และการสร้างสารสนเทศใหม่
หน่วยที่ 7 ปัญหาสังคมและปัญหากฎหมายในการเข้าถึงและการใช้สารสนเทศ
หน่วยที่ 8 ประเด็นสารสนเทศที่เน้นเนื้อหาศาสตร์และอาชีพ
หน่วยที่ 9 ประเด็นสารสนเทศที่เฉพาะเจาะจงระดับนานาชาติและภูมิภาค
หน่วยที่ 10 การจัดการความรู้และประเด็นสารสนเทศในองค์กร

 

ดร.นงเยาว์ เปรมกมลเนตร

การรู้สารสนเทศ (Information Literacy : IL ) เป็นประเด็นที่บรรณารักษ์และบุคคลในวิชาชีพสารสนเทศให้ความสนใจตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ และตั้งแต่ปี 1974 เป็นต้นมา บรรณารักษ์ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น และมีการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ให้ความสนใจกับเรื่อง “ การรู้สารสนเทศ” มากกว่าประเทศอื่นๆ และมีหลายหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ ซึ่งส่วนมากเป็นสมาคมทางด้านห้องสมุดและสมาคมทางด้านการศึกษา เช่น สมาคมห้องสมุดอเมริกัน (ALA) สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (ACRL) สมาคมเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติ (ITEA) สมาคมอุดมศึกษาอเมริกัน (AAHE) และสมาคมด้านสารสนเทศทางเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ISTE) โดยมีการยอมรับว่า การรู้สารสนเทศเป็นทักษะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10

เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการพัฒนาแบบองค์รวม ยึดคนเป็นศูนย์กลาง และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล

สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมีวัตถุประสงค์หลัก 7 ประการ

  1. สร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม
  2. เพิ่มศักยภาพชุมชนเชื่อมโยงเครือข่าย
  3. ปรับโครงสร้างการผลิต
  4. สร้างภูมิคุ้มกัน
  5. สร้างระบบแข่งขันให้เป็นธรรม
  6. สร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
  7. สร้างธรรมาภิบาล

ยุทธศาสตร์การพัฒนามี 5 ประการ

  1. พัฒนาคุณภาพคนและสังคม
  2. สร้างความเข้มแข็งชุมชน
  3. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
  4. ความหลากหลายทางชีวภาพ
  5. ธรรมาภิบาล

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้มี 3 ประการ

  1. พัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้เกิดภูมิคุ้มกัน พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีจิตใจดีงาม มีสำนึกสาธารณะ มีสติปัญญา เพิ่มพูนความรู้และทักษะให้แก่แรงงาน เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และจัดการองค์ความรู้ท้องถิ่นและสมัยใหม่
  2. เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้แข็งแรง พัฒนาระบบการรักษา ควบคู่กับการป้องกัน และฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ ส่งเสริมการบริโภคที่ปลอดภัย ใช้สมุนไพร ภูมิปัญญาไทยร่วมกับเทคโนโลยีสะอาดในการผลิต ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
  3. เสริมสร้างคนไทยอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข สร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง สร้างหลักประกันที่มั่นคงให้ประชาชนด้านอาชีพ สวัสดิการสังคม การออม การดำรงชีวิตที่ปลอดภัยสงบสุข รวมทั้งขยายบริการสังคมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส

ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมเป็นฐานที่มั่นคงของประเทศมี 3 ประการ

1. การบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง

จัดกิจกรรม เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงกลไก กฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการรวมตัวของชุมชน จัดการองค์ความรู้ชุมชน และพัฒนาต่อยอด สร้างครอบครัว ความสัมพันธ์ในชุมชนให้เข้มแข็งเป็นภูมิคุ้มกัน

2. สร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชน

รวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์คุณค่าสินค้าและบริการ

3. เสริมสร้างศักยภาพของชุมชนอยู่ร่วมกับทรัพยากรอย่างเกื้อกูล

ให้สิทธิชุมชนร่วมบริหารจัดการทรัพยากร สร้างกลไกให้ชุมชนปกป้องคุ้มครองทรัพยากร

ความหมายของการรู้สารสนเทศ

มีการใช้คำและให้คำจำกัดความที่แตกต่างกันไป เช่น คำว่า Information Literacy, Information Competency, Information Skills แต่คำว่า Information Literacy เป็นคำที่ใช้แพร่หลายมากที่สุด ในการให้คำจำกัดความหมายของ การรู้สารสนเทศ นั้น ไม่ได้ให้เดี่ยวๆ แต่มักจะกล่าวรวมกับคน นั่นคือ การเป็นผู้รู้สารสนเทศ ซึ่ง สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (Association of College and Research Libreries-ACRL) ได้ให้ความหมายว่า การเป็นผู้รู้สารสนเทศ คือ “ การที่บุคคลนั้นสามารถตระหนักว่าตนเองต้องการสารสนเทศและมีความสามารถในการระบุตำแหน่งที่อยู่ของสารสนเทศ ประเมินสารสนเทศ และใช้สารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

มาตรฐานการรู้สารสนเทศ

สมาคมบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนอเมริกัน (American Association of School Librarians-AASL) ได้กำหนดมาตรฐานการรู้สารสนเทศ 9 ประการ สำหรับนักเรียน ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1998 มาตรฐานทั้ง 9 มาตรฐานนี้ถูกจัดอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ

1. การรู้สารสนเทศ (Information Literacy ) ประกอบด้วยมาตรฐานดังนี้

มาตรฐานที่ 1 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศ สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
มาตรฐานที่ 2 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศ สามารถประเมินสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ
มาตรฐานที่ 3 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศ สามารถใช้สารสนเทศได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์

2. การเรียนรู้อย่างเสรี (Independent Learning) ประกอบด้วยมาตรฐานดังนี้

มาตรฐานที่ 4 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้เรียนรู้อย่างเสรีและติดตามค้นหาสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับความสนใจส่วนตัวได้
มาตรฐานที่ 5 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้เรียนรู้อย่างเสรี มีความซาบซึ้งในวรรณคดี และงานสร้างสรรค์อื่นๆ ที่แสดงออกผ่านสารสนเทศ
มาตรฐานที่ 6 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้เรียนรู้อย่างเสรี และพัฒนาตนเองเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในการค้นหาสารสนเทศ และการสร้างความรู้

3. การรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ประกอบด้วยมาตรฐานดังนี้

มาตรฐานที่ 7 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศเป็นผู้ที่อุทิศตนต่อสังคมและชุมชนแห่งการเรียนรู้ และตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศที่มีต่อสังคมประชาธิปไตย
มาตรฐานที่ 8 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศเป็นผู้ที่อุทิศตนต่อสังคมและชุมชนแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งมีจริยธรรมในการใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาตรฐานที่ 9 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศเป็นผู้ที่อุทิศตนต่อสังคมและชุมชนแห่งการเรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มในการศึกษาและสร้างสารสนเทศ

สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา ( Association of College and Research Libreries-ACRL) ได้กำหนดมาตรฐานด้านการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษาในปี ค.ศ. 2000 โดยนำเสนอมาตรฐานการรู้สารสนเทศของนักศึกษาไว้ 5 มาตรฐาน ดังนี้

มาตรฐานที่ 1 นักศึกษาสามารถกำหนดลักษณะและขอบเขตของสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างชัดเจน
มาตรฐานที่ 2 นักศึกษาสามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
มาตรฐานที่ 3 นักศึกษาสามารถประเมินสารสนเทศและแหล่งที่ผลิตสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ รวมทั้งสามารถบูรณาการสารสนเทศที่คัดเลือกแล้วเข้ากับระบบฐานความรู้และค่านิยมของตนเองได้
มาตรฐานที่ 4 นักศึกษาในฐานะบุคคลและสมาชิกของกลุ่มต่างๆ สามารถใช้สารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
มาตรฐานที่ 5 นักศึกษามีความเข้าใจในประเด็นด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย และสังคมที่แวดล้อมสารสนเทศ รวมทั้งผลที่เกิดจากการใช้และการเข้าถึงสารสนเทศอย่างถูกต้องทั้งทางจริยธรรมและกฎหมาย โดยในแต่ละมาตรฐานจะมีดัชนีชี้วัดการดำเนินงาน (Performance Indicator) และมีดัชนีวัดผลลัพธ์ที่ตามมา (Outcomes) อีกด้วย

ลักษณะของบุคคลผู้รู้สารสนเทศ

ออสเตรเลีย โดย คณะกรรมการบรรณารักษ์อุดมศึกษา (Council of Australian University Librarian-CAUL) ได้นำมาตรฐานของ ACRL มาประยุกต์ใช้ในปี ค.ศ. 2001 โดยเปลี่ยนคำว่า นักศึกษา (Student) เป็น บุคคลทุกคน (Person) ในมาตรฐานฉบับแรก (Version 1) ต่อมาในมาตรฐานฉบับที่ 2 (Version 2) ซึ่งเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2004 ได้เปลี่ยนชื่อจากคำว่า มาตรฐาน (Standard) มาเป็นคำว่า กรอบโครงสร้าง (Framework) โดยกำหนดในกรอบโครงสร้างว่า บุคคลผู้รู้สารสนเทศ มีลักษณะดังนี้

  1. สามารถตระหนักถึงความต้องการสารสนเทศ รวมทั้งสามารถกำหนดลักษณะและขอบเขตของสารสนเทศที่ต้องการได้
  2. สามารถค้นหาสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  3. สามารถประเมินผลเชิงวิเคราะห์กับสารสนเทศและกระบวนการค้นหาสารสนเทศที่ต้องการได้
  4. สามารถจัดการกับสารสนเทศทั้งที่ค้นหามาได้หรือที่สร้างขึ้นใหม่
  5. สามารถประยุกต์ใช้สารสนเทศเดิมที่มีอยู่เข้ากับสารสนเทศใหม่ เพื่อสร้างแนวความคิดใหม่หรือสร้างความเข้าใจใหม่ได้
  6. สามารถใช้สารสนเทศด้วยความเข้าใจ และยอมรับในประเด็นทางด้านวัฒนธรรม จริยธรรม เศรษฐกิจ กฎหมาย และสังคมที่แวดล้อมขณะใช้สารสนเทศนั้นๆ ได้

ทักษะของการเป็นผู้รู้สารสนเทศ

ในประเทศอังกฤษ สมาคม SCONUL (Society of College, National and University Libraries) ได้พัฒนาโมเดลของการรู้สารสนเทศขึ้นมาแทนการกำหนดเป็นมาตรฐานเหมือนในประเทศสหรัฐอเมริกา โมเดลนี้เรียกว่า Seven Pillars of Information Literacy ซึ่งได้กำหนดทักษะ 7 ด้าน ของการเป็นผู้รู้สารสนเทศ คือ

  1. ความสามารถในการตระหนักว่าตนเองต้องการสารสนเทศ
  2. ความสามารถในการแสดงให้เห็นความแตกต่างของวิธีการระบุช่องว่างทางสารสนเทศ
  3. ความสามารถในการสร้างกลยุทธ์ในการกำหนดแหล่งที่เก็บสารสนเทศ
  4. ความสามารถในการกำหนดที่เก็บและเข้าถึงสารสนเทศ
  5. ความสามารถในการเปรียบเทียบและประเมินสารสนเทศที่ได้รับจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ
  6. ความสามารถในการจัดการ ประยุกต์ และแลกเปลี่ยนสารสนเทศกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ กัน
  7. ความสามารถในการสังเคราะห์ และพัฒนาสารสนเทศที่มีอยู่ ไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้

ประเด็นท้าทายสำหรับบรรณารักษ์

  1. การรู้สารสนเทศในบริบทของสังคมไทย คืออะไร
  2. บรรณารักษ์จะมีส่วนช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ มีทักษะการรู้สารสนเทศ เพื่อเป็นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างไร
  3. บรรณารักษ์จะช่วยผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุนให้การรู้สารสนเทศ เป็นกิจกรรมหนึ่งในการพัฒนาคน และสร้างชุมชนเข้มแข็ง ตามแผนฯ 10 ได้อย่างไร
 
             
           
             
   

การพัฒนาบทบาทของห้องสมุดในการพัฒนาการรู้สารสนเทศของผู้ใช้

สรุปการระดมความคิดของแต่ละกลุ่ม ดังต่อไปนี้

กลุ่ม 1 บรรณารักษ์และบุคลากรห้องสมุดประชาชน และหอสมุดแห่งชาติ
วิทยากรนำ : รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานันท์

ห้องสมุดประชาชน ทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตบริการประชาชนโดยการทำกิจกรรมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การพัฒนาการรู้สารสนเทศของผู้ใช้ มีดังนี้

  1. จัดอบรมอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
  2. สอนแบบสอดแทรกเมื่อมีความต้องการ
  3. จัดบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ เช่น เทคโนโลยีที่เหมาะสม
  4. จัดกิจกรรมทั้งในและนอกแบบเชิงรุก เช่น กิจกรรมส่งเสริมการรักการอ่าน
  5. มีความร่วมมือกันระหว่างห้องสมุดโรงเรียน เป็นต้น

องค์ประกอบสำคัญในการรู้สารสนเทศ

  1. ผู้บริหารมีส่วนสำคัญเพราะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน
  2. ชุมชนการพัฒนาเพื่อเป็นเครือข่ายจะทำให้รู้สารสนเทศและมีบทบาทชัดเจน
  3. สำรวจความต้องการของผู้ใช้

ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ บรรณารักษ์ ผู้บริหาร ผู้ใช้ ชุมชน

ปัจจัยเกื้อหนุน
  1. รัฐจะต้องสนับสนุนในส่วนงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์
  2. ผู้บริหาร
  3. ความรู้ความสามารถของบรรณารักษ์
  4. มีผู้รับสารสนเทศโดยตรง

 

กลุ่มที่ 2 สถาบันการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ และบรรณารักษ์ สถาบันอุดมศึกษา
วิทยากรนำ : รองศาสตราจารย์ ดร.ลำปาง แม้นมาศ

มีบทบาทเป็นผู้สอนและบรรณารักษ์ต้องทำงานควบคู่กัน เพื่อผลิตบรรณารักษ์ออกสู่สังคมและสามารถนำความรู้มาใช้พัฒนาในการปฏิบัติงาน โดยการจัดกิจกรรมให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ เช่น สัปดาห์ห้องสมุด โครงการพี่สอนน้อง เป็นต้น

ปัจจัยเกื้อหนุน
  1. ผู้บริหารเข้าใจบทบาทของบรรณารักษ์
  2. งบประมาณได้ตามต้องการ
  3. ปรับสภาพแวดล้อมให้ห้องสมุดมีชีวิต
  4. ปรับปรุงกฎระเบียบบางโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงสารสนเทศ
  5. ปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเอง
  6. ประสานความร่วมมือระหว่างผู้สอนกับบรรณารักษ์

 

กลุ่มที่ 3 ครู อาจารย์ บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน
วิทยากรนำ : ดร.สุวิมล ธนะผลเลิศ

การรู้สารสนเทศโดยการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย

  1. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
  2. บริการสื่อที่ทันสมัยทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และ online
  3. เปิดสอนรายวิชาเกี่ยวกับห้องสมุดโดยเน้นการอ่านและสืบค้นข้อมูล
  4. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน
  5. การประชาสัมพันธ์

กระบวนการจัดทำกิจกรรม (งานประจำปี )

  • สำรวจความต้องการผู้ใช้
  • แผนงานประจำปีนำเสนอผู้บริหาร
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ประเมินผลการจัดกิจกรรมเพื่อทราบปัญหา ข้อสรุป

องค์ประกอบในการจัดกิจกรรม

  • ฝ่ายบริหาร
  • งบประมาณ
  • การจัดระบบสารสนเทศภายในห้องสมุด
  • บุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านสารสนเทศ
  • วัสดุอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการรู้สารสนเทศที่ทันสมัย

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

  • ผู้บริหาร
  • คณะทำงาน
  • สมาคม/องค์กรในโรงเรียน
  • ผู้ใช้บริการ
  • สมาคม องค์กร ห้างร้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ปกครอง
  • ผู้สอน

ปัจจัยเกื้อหนุน

  • ผู้บริหาร โดยการให้ขวัญและกำลังใจ
  • เงินอุดหนุนจากรัฐบาล

ปัญหาและอุปสรรค

  1. จัดกิจกรรมข้ามเขตการศึกษาไม่ได้หลังจากมีการปฏิรูปเขตการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  2. บุคลากรทำงานในทุกหน้าที่
  3. โครงสร้างการบริหารโรงเรียนไม่เอื้อต่อการประสานงานระหว่างครูผู้สอนกับครูบรรณารักษ์
  4. ควรเพิ่มหลักสูตรรายวิชา เช่น การสืบค้นห้องสมุดแก้ปัญหาการรู้สารสนเทศของนักเรียน

 

กลุ่มที่ 4 บรรณารักษ์ห้องสมุดเฉพาะ นักวิชาการ นักวิชาชีพเฉพาะวิชาต่าง ๆ
วิทยากรนำ : นางสาวประดิษฐา ศิริพันธ์

การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ มีวิธีการดังนี้

  1. การคัดสรรและนำส่งสารสนเทศเร่งด่วน ( speed delivery )
  2. จัดฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอก
  3. เผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน
  4. บริจาคทรัพยากรสารสนเทศให้กับชุมชน
  5. ขยายการดำเนินการให้กับผู้ใช้หลายๆกลุ่ม
  6. สนับสนุนให้ผู้ใช้เข้าใจฐานข้อมูลของห้องสมุดที่จัดไว้บริการ
  7. ส่งเสริมการอ่านและเขียนนำความรู้ที่ได้นำไปเขียนบทความวิชาการ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐบาล หน่วยงานต้นสังกัด บุคลากร ผู้ใช้บริการ

ปัจจัยเกื้อหนุน

  1. นโยบายจากรัฐบาลและองค์กรที่ชัดเจน
  2. งานงบประมาณ
  3. บุคลากรคือผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
  4. การบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศ
 
             
           
             
   

ทิศทางระบบสารนิเทศสำหรับประเทศไทย

วิทยากร : นางสาวประดิษฐา ศิริพันธ์

แนวโน้มการจัดการ Web 2.0

  • จากธุรกิจสู่บริการสังคม
  • เจ้าของมีส่วนร่วมในการจัดทำและนำความรู้ขึ้นเว็บไซต์
  • ออกแบบหน้าเว็บและใช้เนื้อที่เพื่อประโยชน์ในการดึงดูดและเพิ่มจำนวนการเยี่ยมชม
  • ขยายกลุ่มผู้ใช้ อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงความรู้
  • บันดาลสิ่งที่ทำไม่ได้ให้ทำได้ เช่น การเชื่อมฐานความรู้หลากหลายรูปแบบเสมือนแหล่งเดียว พร้อมสร้างและขยายกลุ่มสัมพันธ์โดยใช้เทคโนโลยี

การสำรวจสถานภาพปัจจุบันของนโยบายสารนิเทศแห่งชาติของไทย

ในปี 2550 UNESCO มีรายงานเรื่อง Information Policies in Asia 2005 มีเนื้อหาเน้นหนักในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการสื่อสาร ในการสำรวจทางอินเทอร์เน็ต พบว่ารายงานในประเทศไทยไม่สมบูรณ์ จึงให้ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี ( TIAC ) เป็นหน่วยงานจัดทำวิจัยในประเทศไทย ตั้งชื่อเป็น “ ศูนย์บริการความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

วัตถุประสงค์

  1. สำรวจสถานภาพปัจจุบันของระบบสารนิเทศแห่งชาติของประเทศไทย
  2. เพื่อทราบกิจกรรมที่เป็นผลจากการดำเนินงานนโยบายสารนิเทศแห่งชาติ และนโยบายอื่น ๆ เกี่ยวกับการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้โดยสาธารณชน
  3. เพื่อเสนอแนวทางเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายที่นำไปสู่การเปิดโอกาสเข้าถึงสารสนเทศและความรู้โดยสาธารณชน
  4. เสริมความรู้เพิ่มเติมรายงานของ UNESSCO

คำถามวิจัย

  1. นโยบายสารนิเทศแห่งชาติประสบความสำเร็จเพียงใด
  2. จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส วิกฤติจากการดำเนินงานนโยบายสารนิเทศแห่งชาติ
  3. ทิศทางอนาคตของนโยบายสารนิเทศแห่งชาติ

วิธีวิจัยและข้อจำกัด

  1. สำรวจเอกสาร สัมภาษณ์ ประชุมกลุ่ม สัมมนา
  2. ระยะเวลาในการวิจัย
  3. แหล่งข้อมูลไม่ทันสมัย ไม่ครบถ้วน เปลี่ยนแปลง
  4. คำจำกัดความ เช่น “ ข้อมูล สารนิเทศ สารสนเทศ ความรู้” “ การเรียนรู้ การรู้”

เนื้อหา

  1. ความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย
  2. พัฒนาการของห้องสมุด
  3. ระบบสารนิเทศแห่งชาติ
  4. นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  5. ข้ออภิปรายประเด็นสถานภาพปัจจุบันของนโยบายสารนิเทศแห่งชาติ
  6. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

รายละเอียดของเนื้อหา

พัฒนาการของห้องสมุดแต่ละประเภท ได้แก่

  • หอสมุดแห่งชาติ
  • ห้องสมุดมหาวิทยาลัย
  • ห้องสมุดเฉพาะ
  • ห้องสมุดประชาชน
  • ห้องสมุดโรงเรียน

การรู้สารนิเทศ
บุคลากรวิชาชีพสารสนเทศ
สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย

ศูนย์ประสานงานสารนิเทศแห่งชาติ

1. ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาเกษตรศาสตร์ ผู้รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2. ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาแพทยศาสตร์ ผู้รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยมหิดล
3. ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขามนุษยศาสตร์ ผู้รับผิดชอบ ได้แก่ กองหอสมุดแห่งชาติ
4. ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาวิทยาศาสตร์ ผู้รับผิดชอบ ได้แก่ กองสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ
5. ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาเศรษฐศาสตร์ ผู้รับผิดชอบ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย
6. ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาสังคมศาสตร์ ผู้รับผิดชอบ ได้แก่สำนักบรรณสารการพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 
             
           
             
   

การรู้สารสนเทศกับวิชาชีพและสังคมไทย

วิทยากร : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชลภัสส์ วงษ์ประเสริฐ

รายละเอียดเนื้อหา

  • นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ
  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • เปรียบเทียบกับนโยบายสารนิเทศแห่งชาติ

สถานภาพปัจจุบันของนโยบายสารนิเทศแห่งชาติ

นโยบายสารนิเทศแห่งชาติมีการดำเนินงานโดยคณะกรรมการอำนวยการและประสานงานระบบสารนิเทศแห่งชาติ (กอสช.) โดยคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีสำนักหอสมุดแห่งชาติเป็นเลขานุการ กอสช.

นโยบายสารนิเทศแห่งชาติ 2529

นโยบายสารนิเทศแห่งชาติ กำหนดว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่สารนิเทศว่า เป็นทรัพยากรสำคัญอย่างหนึ่ง สำหรับการพัฒนาประเทศ จะส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทุกด้านที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการฝึกสอนผู้ใช้ระดับต่างๆ ให้สามารถนำสารนิเทศไปใช้ในการพัฒนาตนเองและประเทศ ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการ และประสานงานระบบสารนิเทศทางวิชาการแห่งชาติ ได้กำหนดนโยบายไว้ดังนี้

1. ส่งเสริมการใช้แหล่งทรัพยากรสารนิเทศทางวิชาการที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการพัฒนาทางวิชาการ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แก่บุคคลทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ทุกอาชีพ ทั้งในเมืองและชนบท
2. สงวนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาที่บันทึกในรูปของสิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นๆ ที่มีค่า และหายาก ไม่ให้ถูกทำลายและสูญหาย
3. สร้างกลไกและประสานงานระบบสารนิเทศทางวิชาการระดับชาติ โดย

  • จัดแหล่งกลุ่มสารนิเทศที่มีอยู่แล้วออกเป็นกลุ่มตามสาขาวิชา
  • สร้างฐานข้อมูลและข่ายงานสารนิเทศทางวิชาการ
  • ใช้หลักประหยัด ขจัดความซ้ำซ้อน
  • ส่งเสริมให้เกิดการประสานงานทั้งในด้านบริหาร เทคนิค และบริการ ภายในกลุ่มสารนิเทศสาขาวิชา ระหว่างกลุ่ม ระดับชาติ และนานาชาติ
  • ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในระบบ
  • ส่งเสริมการผลิตบุคลากรสำหรับปฏิบัติงานในข่ายงาน ส่งเสริมสถานภาพ วุฒิความรู้ และประสบการณ์ของบุคลากรในระบบ
  • สนับสนุนการจัดสรรงบประมาณของแผ่นดินและจัดหาแหล่งทุนจากภาคเอกชน ภายในประเทศ จากองค์กรภาครัฐบาล และภาคเอกชนของต่างประเทศ และจากองค์การระหว่างประเทศ
  • เสนอรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนด และปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เพื่อให้เอื้ออำนวยแก่การปฏิบัติงานในระบบ
  • ส่งเสริมให้มีการใช้มาตรฐานสากลที่มีอยู่ และส่งเสริมการสร้างมาตรฐาน และคู่มือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสารนิเทศ
  • ส่งเสริมการจัดสร้างระบบเฉพาะเรื่อง และระบบย่อยต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อพัฒนาข่ายงานระดับชาติให้สมบูรณ์
  • ส่งเสริมให้มีการวิจัยและประเมินผล เพื่อพัฒนาระบบและบริการสารนิเทศ

แผนดำเนินงาน 5 ปี ระบบสารนิเทศแห่งชาติ 2530 – 2534

  1. สำรวจแหล่งสารนิเทศ คู่มือ บุคลากร ระบบและอุปกรณ์ กฎหมาย พระราชบัญญัติ ระเบียบและข้อบังคับ
  2. การจัดสร้างข่ายงานระบบสารนิเทศ มาตรฐาน คู่มือ บัญชีคำศัพท์เฉพาะเรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์
  3. การพัฒนาระบบย่อย ได้แก่ สหบัตรวารสาร ศูนย์สารนิเทศด้านวารสาร
  4. การจัดสร้างและปรับปรุงกฎหมาย พระราชบัญญัติห้องสมุด พระราชบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง การขยายและยกสถานภาพของหน่วยงาน
  5. การพัฒนาบุคลากร ศึกษาดูงานและฝึกอบรม
  6. การประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน เอกสารแผยแพร่ จัดประชุมผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติการ
  7. การเงิน การหาแหล่งเงินทุน

พัฒนาการนโยบายสารสนเทศ

2529 นโยบายสารนิเทศแห่งชาติ 15 ปี
2544 นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ 7 ปี
2550 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (เศรษฐกิจฐานความรู้)

ยุทธศาสตร์และมาตรการด้านสารนิเทศโดยรัฐบาลปัจจุบัน

ในการนำประเทศไทยเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ด้านเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และความรู้ มีกระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพหลัก โดยสภาการศึกษานำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 นอกจากนี้มีการลงทุนด้านความรู้เพื่อกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เป็นพื้นฐานด้วย

การเข้าสู่สังคมฐานความรู้

การเข้าสู่สังคมฐานความรู้โดยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เน้นการพัฒนาที่ตัวบุคคล โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องควรมีการส่งเสริมด้านต่าง ๆ ดังนี้

• สร้างปัจจัยการเรียนรู้ให้กว้างขวาง กระจายทั่วทุกภูมิภาค แหล่งที่ให้ความรู้ในในระดับภูมิภาค เช่น ห้องสมุดประชาชน
• การพัฒนาบุคคลควรเน้นหนักด้านคุณภาพ ไม่ควรเน้นปริมาณ แต่ให้มีทักษะการเรียนรู้สามารถคิดวิเคราะห์ และเข้าถึงแหล่งความรู้ได้
• ควรนำความรู้ สารนิเทศในรูปแบบต่างๆ ไปเติมเต็มในแต่ละสังคม องค์กร หน่วยงาน อย่างเหมาะสมตรงตามความต้องการ และระยะเวลา
• สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น ห้องสมุดประชาชน ควรเป็นห้องสมุดมีชีวิตที่สามารถตอบสนองวงจรชีวิตของผู้ใช้บริการตั้งแต่เกิดถึงสิ้นชีวิตได้
• สร้างความรู้ ในสังคมความรู้ และการผลิตฐานความรู้ ทุนทางปัญญา ได้กลายเป็นปัจจัยทางการผลิตสำคัญ ในบางด้านสำคัญกว่าเงินทุน ปัจจุบันบรรณารักษ์สามารถสร้างความรู้ขึ้นเองได้จากข้อมูลในชุมชน ท้องถิ่น และจากการดำเนินงาน
• ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยี ให้สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลเช่นความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต ความสามารถในการติดตามข้อมูลข่าวสารในการเข้าถึงข้อมูล ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และรู้จักกรองข้อมูล ส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้
• พัฒนาหลักสูตรการสอนให้สอดคล้องกับชุมชน/ท้องถิ่น
• ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อกับการศึกษาตลอดชีวิต ให้ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง พัฒนาตนเองได้

การจัดองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคม

• สร้างแหล่งเรียนรู้ สร้างเครือข่ายให้สามารถเรียนรู้ร่วมกัน เน้นความรู้ของปราชญ์ ซึ่งการเรียนรู้ชุมชน เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้าสู่สังคมความรู้
• สังเคราะห์องค์ความรู้ในชุมชน ว่ามีความเหมาะสม ทันสมัยหรือไม่ เพื่อให้ได้ความรู้ระดับโลก

สรุป

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกมิติอย่างสมดุล การรู้สารสนเทศ เป็นความรู้ ความสามารถ และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตประจำวัน การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย จึงมีแนวคิดที่ส่งเสริมความสำคัญของการรู้สารสนเทศ และความจำเป็นจะต้องสร้างและส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้รู้สารสนเทศ มีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่รู้มีความ สามารถในการแสวงหา เข้าถึงและค้นหาสารสนเทศจากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย รู้เท่าทันสารสนเทศ สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และรู้จักสังเคราะห์ข้อมูลข่าวสารมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง สังคม และประเทศชาติ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมภูมิปัญญา และการเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไป
 
             
           
             
   

การศึกษาดูงาน 2 แห่ง

ศูนย์การเรียนรู้ซอยพระนาง กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครมีนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนมีพัฒนาการที่ดี โดยดำเนินการปรับปรุงอาคารเดิม และก่อสร้างอาคารห้องสมุดใหม่เพิ่มอีก 1 หลัง เชื่อมต่อกับอาคารเดิม ออกแบบตกแต่งให้เป็นห้องสมุดภาพลักษณ์ใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกวัย มีเทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่ครบวงจร สะดวก รวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความรู้และข้อมูลที่ตรงกับความต้องการในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สภาพแวดล้อมที่สดชื่น สวยงามสร้างแรงจูงใจ โดยการออกแบบภายใน และนอกอาคารที่เหมาะสม สวยงาม บริการสืบค้นด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบอินเตอร์เน็ต บริการยืม - คืน แบบ One Stop Service บริการภาพยนตร์ ดูหนังฟังเพลง มีห้องทำการบ้าน ( Homework Center ) ห้องสำหรับเด็ก (Kids Room ) และมุมบริการเครื่องดื่ม พร้อมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่หลากหลายต่อเนื่อง เพื่อให้ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สังคมและชุมชน และทำให้คนทุกวัยที่มาใช้บริการห้องสมุด เพื่อการเรียนรู้สามารถนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

สถานที่ตั้ง :
ซอยพระนาง (ซอยราชวิถี 4) ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กทม.10400
มีพื้นที่ 450 ตารางวา เป็นที่ดินซึ่งกรุงเทพมหานครเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2512
โทรศัพท์ : 0 2246 3517

วัน-เวลาทำการ :
เปิด วันอังคาร-เสาร์ เวลา 08.30-20.00 น.
วันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-17.00 น.
ปิด วันจันทร์

วัตถุประสงค์ :

  1. เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้า ทั้งในระบบ และนอกระบบ ของประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร
  2. เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลข่าวสารและความรู้ต่าง ๆ ที่ทันต่อเหตุการณ์และความเคลื่อนไหวในสังคมโลก ทำให้ประชาชนมีทัศนคติที่กว้างไกล ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความเติบโตทางด้านสติปัญญาและวัฒนธรรม
  3. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยการอ่านหนังสือ
  4. เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมกิจกรรมทางการศึกษาและวัฒนธรรมของประชาชนหรือองค์กรในสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม
  5. เพื่อส่งเสริม และแนะนำให้ประชาชนเข้าใจ และปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย และให้ความร่วมมือกับภาครัฐ และภาคประชาชนในท้องถิ่น ในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐในการพัฒนาประเทศ
  6. เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างเครือข่ายห้องสมุดทั้งในและต่างประเทศ ในการจัดการศึกษาหาความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

การให้บริการของห้องสมุด

อาคาร 1

โซน 1 โถงต้อนรับ เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ มุมอ่านหนังสือพิมพ์ วารสารและนิตยสาร บริการสืบค้นข้อมูลอินเตอร์เน็ต
โซน 2 บริการหนังสือยอดนิยม และหนังสือวิชาการต่างๆ ที่น่าสืบค้น
โซน 3 บริการหนังสือเพื่อความบันเทิง ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล เป็นต้น

อาคาร 2

โซน 1 ห้องสนุกอ่านสำหรับเด็ก และวัยอ่านทุกเพศทุกวัย กับนิทาน การ์ตูน และสื่อการสอนทันสมัย
โซน 2 บริการหนังสือวิชาการ หนังสืออ้างอิง พร้อมที่นั่งทำการบ้าน
โซน 3 ห้องหนังสือวรรณกรรมเยาวชน ห้องมินิเธียเตอร์ดูภาพยนตร์ ฟังเพลงจาก CD VCD และ DVD

การสมัครสมาชิกห้องสมุด : ผู้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกห้องสมุด เพื่อใช้สิทธิยืมหนังสือ ต้องยื่นใบสมัครที่ห้องสมุดพร้อมด้วยหลักฐานดังต่อไปนี้

1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวนักศึกษา หรือหนังสือรับรองจากสถานศึกษา
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. รูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตากันแดด ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
4. เงินค่าสมาชิก             

  • อายุไม่เกิน 15 ปี    ปีละ 5   บาท
  • อายุเกิน     15 ปี    ปีละ 10 บาท

5. เงินค่าประกันหนังสือ

  • อายุไม่เกิน 15 ปี        20 บาท
  • อายุเกิน     15 ปี        40 บาท

การยืม – คืนหนังสือ

  1. สมาชิกมีสิทธิยืมหนังสือได้ครั้งละ 2 เล่ม ภายใน 7 วัน
  2. ส่งหนังสือคืนเกินกำหนดเวลาต้องชำระค่าปรับวันละ 1 บาท/เล่ม
  3. กรณีทำหนังสือหายหรือชำรุด ต้องชดให้ตามราคาในท้องตลาด หรือหาหนังสือใหม่มาใช้คืน

 

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ สถานีวิทยุกระจายเสียง สำนักข่าวไทย

ลักษณะการประกอบธุรกิจ

บริษัท อ.ส.ม.ท. จำกัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จดทะเบียนจัดตั้งในรูปบริษัท มหาชน จำกัด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ด้วยการแปลงสภาพจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2547 โดยดำเนินการกระจายหุ้นสู่มหาชน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 โครงสร้างการบริหาร ประกอบด้วย หน่วยงานหลัก ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุกระจายเสียง สำนักข่าวไทย และหน่วยงานสนับสนุน บริษัท อ.ส.ม.ท. จำกัด (มหาชน) มีภารกิจในการประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนที่มีสื่อโทรทัศน์ และสื่อวิทยุเป็นของตัวเอง โดยธุรกิจหลักที่ดำเนินการเอง ได้แก่ กิจการสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ กิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง และสำนักข่าวไทย นอกจากนี้บริษัทยังดำเนินธุรกิจในรูปของบริษัทย่อยด้านการผลิตรายการและสารคดีโทรทัศน์ คือ บริษัท พาโนราม่า เวิลด์ไวด์ จำกัด ตลอดจนร่วมดำเนินกิจการกับผู้ประกอบการเอกชนอื่น ๆ ภายใต้สัญญาร่วมดำเนินกิจการ โดยมีรายได้ในรูปของค่าตอบแทนตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการ

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ เป็นธุรกิจหลักที่สำคัญของบริษัท ฯ ดำเนินการแพร่ภาพออกอากาศ 24 ชั่วโมง จากสถานีแม่ข่ายในกรุงเทพฯ ไปยังสถานีเครือข่ายในภูมิภาค จำนวน 35 สถานี บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้ประมาณร้อยละ 87 และมีประชาการในเขตบริการประมาณร้อยละ 88.5 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 บริษัทฯ ได้ปรับผังรายการและสร้างบุคลิกใหม่ของสถานี ภายใต้แนวคิด สถานีโทรทัศน์แห่งความทันสมัย หรือ โมเดิร์นไนน์ทีวี ( Modernine TV ) โดยเน้นการนำเสนอรายการข่าวและรายการบันเทิงที่มีสาระ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้ทันสมัยด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้กับการออกอากาศรายการในลักษณะ Integrated Media Program และพัฒนาคุณภาพรายการโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง โดยปรับเปลี่ยนเป็นระยะๆ จากระยะที่ 1 โทรทัศน์แห่งความทันสมัย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2545 ถึงระยะที่ 7 เน้นการให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมในลักษณะ Edutainment (Education+Entertainment) ภายใต้แนวคิดสังคมอุดมปัญญา (Knowledge+based Society ) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และมีแผนจะปรับผังรายการระยะที่ 8 ในช่วงต้นปี 2550

สถานีวิทยุกระจายเสียง

สถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่สำคัญของบริษัท ส่งกระจายเสียงทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคด้วยระบบ FM และ AM รวมทั้งสิ้น 62 สถานี โดยส่วนกลางออกอากาศจากกรุงเทพฯ ส่งกระจายเสียงด้วยระบบ FM จำนวน 7 สถานี พื้นที่บริการครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ส่วนระบบ AM 2 สถานี มีพื้นที่บริการครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับส่วนภูมิภาคส่งกระจายเสียงด้วยระบบ FM 53 สถานี กระจายอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ บริษัทฯ ได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่มีอยู่นี้เสริมสร้างความเชื่อมโยงของข้อมูลข่าวสารให้แก่ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้กันอย่างทั่วถึง โดยบูรณาการสื่อกับสถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวไทย ผ่านทางรายการข่าวที่ออกอากาศทุกต้นชั่วโมง มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์รายการของสถานีโทรทัศน์ทางสถานีวิทยุฯ และการโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานีวิทยุฯ ทางสถานีโทรทัศน์ เช่น เปิดตัวรายการ Seed TV และ Met TV Special ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ การจัดคอนเสิร์ต Seed Show ในกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค การจัดคอนเสิร์ตลูกทุ่งมหานครออนทัวร์ เป็นต้น

สถานีวิทยุส่วนกลาง ได้แก่ FM 95 MHz “ ลูกทุ่งมหานคร, FM 96.5 MHz “ คลื่นความคิด” , FM 97.5 MHz “SEED 97.5 FM” , FM 99.0 MHz “ เมืองไทยแข็งแรง” , FM 100.5 MHz “ สถานีข่าว” , FM 105.5 MHz , FM 107 MHz “Metropolis” หรือ “MET 107”

สถานีวิทยุส่วนภูมิภาค ระบบ FM จำนวน 53 สถานี ดำเนินงานในหลายรูปแบบ มีทั้งสถานีวิทยุฯ ที่บริษัทดำเนินการบริหารจัดการเอง ดำเนินการร่วมกับเอกชนที่เป็นคู่สัญญา และให้ผู้ประกอบการเอกชนเช่าเวลาไปดำเนินการผลิตเพื่อออกอากาศเอง

สำนักข่าวไทย

สำนักข่าวไทยเป็นสำนักข่าวแห่งแรกของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นในปี 2520 มีสถานะเสมือนเป็นสำนักข่าวแห่งชาติ มีหน้าที่รับผิดชอบในการผลิต รวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เน้นความเป็นกลาง ถูกต้อง เชื่อถือได้ รวดเร็วทันเหตุการณ์ ผ่านสื่อของบริษัทฯ ที่หลากหลาย ได้แก่ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ สถานีวิทยุฯ โมเดิร์นเรดิโอ และเครือข่าย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านทางเว็บไซต์ www.mcot.net โดยจัดสร้างเว็บเพจ TNA STATION อัพเดทข่าวตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและให้บริการส่งข่าวเข้าระบบโทรศัพท์มือถือ และสื่ออื่นๆ ผ่านทางสื่อคอมพิวเตอร์ออนไลน์ (Computer Online )

สำนักข่าวไทย นอกจากจะมีศูนย์ข่าวในส่วนกลางแล้ว ยังมีศูนย์ข่าวกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคอีก 4 ศูนย์ คือ ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ ศูนย์ข่าวขอนแก่น ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ และศูนย์ข่าวระยอง นอกจากนี้ยังขยายความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสาร และอื่นๆ กับพันธมิตรสื่อต่างประเทศที่สำคัญๆ ของโลกจำนวนมาก เช่น สถานีโทรทัศน์ ได้แก่ CNN (U.S.A.), CCTV ( China), NHK ( Japan) เป็นต้น สถานีวิทยุ ได้แก่ ABC ( Australia), BBC (U.K.) เป็นต้น กลุ่มองค์กรความร่วมมือ 3 กลุ่ม ได้แก่ สำนักข่าวแห่งเอเซียแปซิฟิก (OANA), เครือข่ายแลกเปลี่ยนข่าวโทรทัศน์ในเอเซียแปซิฟิก ( Asia vision), พันธมิตรของ EBU (European Broadcasting Union)

 
             
           
       
    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ  
   
  1. ได้รับความรู้ความเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้านความพอดีของจิตใจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และห้องสมุดมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการรู้สารสนเทศ สร้างบุคคลให้รู้สารสนเทศ เพื่อใช้สารสนเทศขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจพอเพียงและยั่งยืน
  2. สามารถนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยเน้นการปฏิบัติตนบนทางสายกลาง และพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
  3. ได้แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะในการรู้สารสนเทศ การใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเป็นแนวทางในการให้บริการ และพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้สารสนเทศ
  4. ได้รับทราบมุมมอง แนวคิด ของนักวิชาการที่เป็นผู้ใช้บริการห้องสมุด ว่า ห้องสมุดควรปรับองค์กรไปตามกระแสสังคม เช่น การเปลี่ยนชื่อห้องสมุด เป็น ศูนย์แห่งการเรียนรู้หรือชื่ออื่นๆ บรรณารักษ์ก็ควรเปลี่ยนชื่อให้เข้ากับหน้าที่ บทบาทหรือชื่อองค์กรที่เปลี่ยนไป เป็นต้น ควรนำหลักการจัดการ การตลาด มาบริหารจัดการห้องสมุด โดยบูรณาการกิจกรรม การบริการต่างๆ ของห้องสมุดให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน และปรับลักษณะทางกายภาพของห้องสมุดให้ทันสมัย น่าเข้าใช้บริการ
  5. ได้แนวทางการปรับบทบาทของบรรณารักษ์ ในการเป็นผู้แนะนำแหล่งสารสนเทศ เป็นผู้คิดแสวงหา เป็นนักบริการ และการปรับทัศนคติต่อตนเอง ต่อวิชาชีพ ด้วยการให้ความสำคัญกับตัวเอง เคารพตัวเอง มีสำนึกแห่งการมีส่วนร่วม คิดเชิงกลยุทธ์ และต้องรักในวิชาชีพ พัฒนางานประจำให้เป็นงานวิจัย เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่
  6. ได้แนวคิดในการพัฒนาสังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้แบบยั่งยืน และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการให้หนังสือ
  7. ได้ทราบถึงความจำเป็นของการรู้สารสนเทศ ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ มาตรฐานการรู้สารสนเทศ การสอนการรู้สารสนเทศ ลักษณะของบุคคลผู้รู้สารสนเทศ ทักษะการเป็นผู้รู้สารสนเทศ และบรรณารักษ์เป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้บุคคลต่างๆ มีทักษะการรู้สารสนเทศ เพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  8. ได้รับทราบมุมมอง แนวคิด เกี่ยวกับการพัฒนาบทบาทของห้องสมุดในการให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้ห้องสมุดจากการแลกเปลี่ยน ความรู้ ประสบการณ์ ของบรรณารักษ์หน่วยงานต่างๆ
  9. ได้แนวทางในการพัฒนาการรู้สารสนเทศของผู้ใช้บริการ เช่น การอบรมอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การจัดกิจกรรมแบบเชิงรุก การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบริการสื่อที่ทันสมัย การเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน การขยายกลุ่มผู้ใช้บริการ เป็นต้น โดยมีปัจจัยเกื้อหนุน ได้แก่ นโยบายจากรัฐบาลและองค์กร งบประมาณ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน
  10. ได้ทราบถึงสถานภาพปัจจุบันของนโยบายสารนิเทศแห่งชาติ แผนดำเนินงานระบบสารนิเทศแห่งชาติ และศูนย์ประสานงานสารนิเทศแห่งชาติ
  11. ได้ความรู้เกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ที่เน้นการพัฒนาคน และสร้างสังคมชุมชนให้เข้มแข็ง โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมฐานความรู้และการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
  12. ได้ทราบถึงผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการรู้ การใช้ พฤติกรรมการใช้ และการแสวงหาสารนิเทศ เพื่อนำผลการวิจัยที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาห้องสมุดให้ช่วยส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
  13. จากการศึกษาดูงานทำให้ได้แนวคิดในการจัดอาคารสถานที่ การจัดบริการ ให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้บริการ การแบ่งพื้นที่ให้บริการเป็นสัดส่วน การจัดลักษณะทางกายภาพให้โปร่ง สีสันสดใส สบายตา และเบื้องหลังการทำงานเป็นทีม ทำให้งานที่ปรากฏเบื้องหน้าประสบผลสำเร็จ
 
             
             
       
    ข้อเสนอแนะ  
   
  1. บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในห้องสมุดมีการพัฒนาและบูรณาการทางความคิดในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินคุณค่าข้อมูลสารสนเทศ
  2. บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในห้องสมุดต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดความรู้ ความสามารถ ทันต่อนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงของสังคมแห่งการเรียนรู้
  3. สร้างภาคีร่วมกันในเครือข่ายห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดเฉพาะ
  4. ร่วมสร้างสังคมไทยเพื่อขับเคลื่อนโดยให้เรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการสร้างสังคมฐานความรู้
  5. ผู้ปฏิบัติงานในห้องสมุดควรมีส่วนสนับสนุนให้มีการเรียนรู้สารสนเทศ เพื่อเป็นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  6. บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในห้องสมุด ร่วมกันระดมความคิดที่จะช่วยผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้สารสนเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการพัฒนาคนและสร้างชุมชนเข้มแข็ง ตามแผนพัฒนาฯ 10
 
             
       
 
       
    รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการ  
   

1.นางสาวภัลลิกา บุษมงคล บรรณารักษ์ 5 กลุ่มงานห้องสมุด
2.นางขัตติยา ทองทา บรรณารักษ์ 4 กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ
3.นางสาวนราภัทร เพชรมณี บรรณารักษ์ 4 กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ
4.นางสารภี ช้างพลี เจ้าหน้าที่ห้องสมุด 4 กลุ่มงานห้องสมุด

 
             
     
 
     
Home
Webmaster: บุษราภรณ์ อัครนิธิยานนท์