การรู้สารสนเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน : แนวคิด ทฤษฎี มาตรฐาน การวิจัย และการปฏิบัติ
วิทยากร :
ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานนท์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ
นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ
ดร.นงเยาว์ เปรมกมลเนตร นักวิจัย สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ผู้ดำเนินรายการ :
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ชลารักษ์ ประธานสาขาวิชาการจัดการความรู้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
สังคมไทยยังไม่สามารถใช้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพได้ การใช้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพประกอบด้วยส่วนสำคัญคือ
ข้อมูล เป็นค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น
สารสนเทศ เป็นกลุ่มข้อมูลที่ถูกจัดเก็บตามกฎเกณฑ์
ความรู้ เกิดจากการประมวล วิเคราะห์ สังเคราะห์ จำแนกหมวดหมู่ ตีความ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ทำไมสังคมไทยต้องเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้
- สภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง (Competition)
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (Accelerating change)
- ความต้องการความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Need for innovation and creativity)
ประเทศไทยควรก้าวไปให้มากกว่า สังคมสารสนเทศ คือการเป็น ปราชญ์สังคม
1. สภาพปัจจุบัน : สังคมไทยยังอยู่ในรอยต่อของคลื่นทั้ง 3 ลูก
คลื่นลูกที่ 1 นักรบเป็นหัวหน้า เป็นยุคของนายพลเป็นหัวหน้า ใช้อำนาจเป็นใหญ่
คลื่นลูกที่ 2 นายทุนนำ เป็นสังคมอุตสาหกรรม ใช้ทุนเป็นใหญ่
คลื่นลูกที่ 3 ข้อมูลข่าวสารนำ เป็นสังคมข้อมูลที่ต้องการคนมีข้อมูลข่าวสาร เป็นผู้นำ ใช้ข้อมูลข่าวสารแก้ปัญหาได้ โดยมี เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ
2 . ภาพพึงประสงค์สังคมไทย : สู่สังคมแห่งความรู้และการใช้ปัญญา
คลื่นลูกที่ 4 สังคมความรู้ เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ เช่น Biotech, Nanotech
คลื่นลูกที่ 5 ปราชญ์สังคม เป็นสังคมแห่งความเป็นกลาง ใช้ปัญญานำชีวิตฐานความรู้เป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญญาอย่างยั่งยืน
ปัญหาอุปสรรคของสังคมไทยที่ยังไปไม่ถึงสังคมฐานความรู้
1. ขาดการพัฒนาและจัดการสารสนเทศให้มีคุณภาพ
1.1 การจัดการสารสนเทศยังไม่มีคุณภาพ
1.2 ข้อมูลบางหน่วยงานยังไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
2. ขาดทักษะการเข้าถึงข้อมูล
2.1 ขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ
2.2 ขาดทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ
3. ขาดทักษะในการเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศเป็นความรู้
3.1 ขาดการสะสมข้อมูล
3.2 ขาดทักษะการคิด และการใช้เหตุผล
4. ขาดการส่งเสริมการวิจัย สร้างความรู้ขึ้นใหม่
4.1 งบประมาณเพื่อการวิจัยยังต่ำอยู่
4.2 จำนวนงานวิจัยยังต่ำ
4.3 ระบบการวิจัยของไทยยังมีจุดอ่อนมาก
ทำอย่างไรให้สังคมไทยเป็นสังคมการเรียนรู้แบบยั่งยืน
1. ด้านการพัฒนาผู้ใช้และเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
1.1 ผู้เรียนสามารถเรียนรู้หรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตนเองผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
1.2 เครือข่ายการศึกษาที่หลากหลาย
1.3 เปิดสาขาวิชาใหม่ที่บูรณาการระหว่างศาสตร์ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป
1.4 ขยายช่องทางการศึกษาโดยใช้ระบบสารสนเทศ
1.5 ครูและสื่อการสอนมีการพัฒนาอยู่เสมอ
2. ด้านการวิจัยและพัฒนา
2.1 มุมมองวิจัยระดับภาพรวมของสังคม
2.2 มุมมองเชิงการแก้ปัญหาและหาทางออก
2.3 มุมมองเชิงบูรณาการ
2.4 มุมมองเชิงอนาคต
ควรสร้างสังคมให้คนเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการให้หนังสือเป็นการสร้างสังคมฐานความรู้
รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานนท์
การรู้สารสนเทศ (Information Literacy)
- Information Literacy ยังไม่มีศัพท์บัญญัติเป็นภาษาไทย แต่มีผู้แปลเป็นภาษาไทยไว้ต่างๆ กัน เช่น การรู้สารสนเทศ ความรู้ทางสารสนเทศ ทักษะการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ
- ศัพท์อื่นที่เกี่ยวข้องกัน คือ Computer Literacy, Economic Literacy, Media Literacy, Digital Literacy ความหมายสรุปโดยรวม คือ การมีความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องนั้นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ สื่อ และดิจิทัล
ความจำเป็นของการรู้สารสนเทศ
การรู้สารสนเทศมีความจำเป็นต่อการสร้างสังคมสารสนเทศ และสังคมความรู้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้
- สารสนเทศ เป็นทรัพยากรหลักในสังคมและถือเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยการผลิต เป็นสินค้าที่มีค่า มีราคา งอกงามใช้ได้ไม่หมดสิ้น เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต การตัดสินใจ การบริหารจัดการ การแข่งขัน และเป็นอำนาจที่สามารถชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวขององค์กรได้
- อินเทอร์เน็ต เป็นขุมทรัพย์ของความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร เปรียบเป็นห้องสมุดโลก ก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ที่เปิดกว้างในเรื่องของข่าวสาร สารสนเทศ ความรู้ ความคิดเห็น ความร่วมมือ การวิพากษ์ วิจารณ์ เสรีภาพในการพูด การสื่อสาร เชื่อกันว่าอินเทอร์เน็ต เป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่และมีศักยภาพสูงสุดในการเปลี่ยนแปลงสังคม สารสนเทศจากอินเทอร์เน็ตมีข้อได้เปรียบในเรื่องความทันสมัย ความกว้างขวาง ครอบคลุม และมีปริมาณมาก แต่มีข้อจำกัดเนื่องจาก เป็นเครือข่ายสาธารณะ ขากการกลั่นกรอง ตรวจสอบ ผู้ใช้ต้องมีวิจารณญาณ จัดระบบ สังเคราะห์สารสนเทศ เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
- นโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แผนการศึกษาของชาติ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม การปฏิรูปการศึกษา เพื่อปรับบทบาทของการศึกษาให้ชี้นำสังคม มุ่งสู่การศึกษาตลอดชีวิต และการเรียนรู้ที่เน้นวิธีการเรียน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทำให้ผู้เรียนจำเป็นต้องเป็นผู้รู้สารสนเทศและบทบาทของผู้สอนได้เปลี่ยนเป็นผู้เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้
ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
การรู้สารสนเทศเป็นทั้งความรู้ ความสามารถ ทักษะและกระบวนการอันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้รู้สารสนเทศ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในสังคมปัจจุบันในด้านต่างๆ ดังนี้
- ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การรู้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน เป็นองค์ประกอบสำคัญของการรู้สารสนเทศ ในกระบวนการเข้าถึงและสืบค้นสารสนเทศจากฐานข้อมูลสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด อินเทอร์เน็ต และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
- ด้านภาษา การรู้และมีทักษะด้านภาษามีความสำคัญ เช่น การสืบค้นสารสนเทศต้องมีการกำหนดคำค้น คำสำคัญหรือหัวเรื่อง การใช้สารสนเทศจากอินเทอร์เน็ต การนำเสนอสารสนเทศ จำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ และทักษะทางภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- ด้านความคิด การพัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดอย่างมีระบบ การคิดแก้ปัญหา การมีวิจารณญาณ การแสวงหา การเข้าถึง การประเมิน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และการนำเสนอสารสนเทศ เป็นกระบวนการสำคัญในเรื่องการรู้สารสนเทศ การสร้างผู้รู้สารสนเทศ
- ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ การนำข้อความหรือแนวคิดของผู้อื่นมาใช้ในงานของตนจำเป็นต้องได้รับการอ้างอิงเรื่องลิขสิทธิ์ และการใช้สารสนเทศโดยชอบอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ
ผู้รู้สารสนเทศหรือบุคคลแห่งการเรียนรู้
จากการประมวลแนวคิดเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศโดยองค์กรทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง สามารถประมวลลักษณะผู้รู้สารสนเทศได้ดังนี้
- ตระหนักถึงความจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ รู้ว่าเมื่อไรต้องใช้สารสนเทศ
- ตระหนักว่าสารสนเทศที่ถูกต้องและสมบูรณ์ เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจที่ชาญฉลาด
- กำหนดขอบเขตปัญหา และสารสนเทศที่ต้องการได้ สามารถตั้งคำถามสิ่งที่ต้องการได้
- รู้แหล่งสารสนเทศที่ต้องการ
- เข้าถึงและสืบค้นสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
- ร่วมมือกับผู้อื่น และได้รับบริการสารสนเทศจากผู้เกี่ยวข้องได้เมี่อมีความต้องการ
- ประเมินสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ
- บูรณาการสารสนเทศที่เลือกสรรแล้วสู่ฐานความรู้ของตน
- จัดสารสนเทศอย่างเป็นระบบเพื่อการนำไปใช้ รวมถึงสร้างสารสนเทศขึ้นมาใหม่ได้
- ใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนองวัตถุประสงค์เฉพาะ การคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม
- ตระหนักถึงบริบททางเศรษฐกิจ กฎหมาย สังคมที่มีผลกระทบถึงการใช้และการเข้าถึงสารสนเทศ
- ใช้สารสนเทศอย่างมีจริยธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย
- ตระหนักว่าการรู้สารสนเทศ คือ พื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
มาตรฐานการรู้สารสนเทศ
องค์กรและสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติได้ให้ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ จึงได้กำหนดมาตรฐานการรู้สารสนเทศและที่เกี่ยวข้อง เช่น
สหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรฐานความสามารถในการรู้สารสนเทศระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา เช่น
สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัย ( Association of College and Research Libreries, 2000 ) ได้กำหนดมาตรฐานความสามารถในการรู้สารสนเทศ เสนอมาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และผลที่ได้รับ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของนักศึกษา และบัณฑิตอันเป็นผลผลิตจากสถาบันอุดมศึกษาว่าเป็นผู้รู้สารสนเทศ
สมาคมบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนอเมริกัน ( American Association of School Librarians ) และสมาคมการสื่อสารและเทคโนโลยีการศึกษา (Association of Educational Communications and Technology ) ได้จัดทำมาตรฐานการรู้สารสนเทศสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียน
สาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศติดอันดับโลกและมุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นชาติแห่งการเรียนรู้ภายใต้แผน IT 2000 ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศและความรู้ ในฐานะเป็นทรัพยากรหลักของการพัฒนาประเทศ ดังคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี โก๊ะ โจ๊ะ ตง (Gho Chock Tong ) ในวันชาติเมื่อ ค.ศ. 1993 ถึงความสำคัญของความรู้และสารสนเทศว่า อนาคตเป็นของประเทศ ซึ่งประชาชนใช้สารสนเทศ ความรู้ และเทคโนโลยี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ
กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้สารสนเทศ และได้จัดพิมพ์แนวทางดำเนินการเรื่อง การรู้สารสนเทศ ( The Information Literacy Guidelines ) เมื่อ ค.ศ. 1997 โดยยึดรูปแบบ Big-Six Model เป็นกรอบการวางหลักสูตรการสอนเรื่อง การเรียนรู้สารสนเทศ ซึ่งบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอนทุกระดับ
การสอนการรู้สารสนเทศ
- การสอนการรู้สารสนเทศอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ การนำชมห้องสมุด (Library tours) การปฐมนิเทศห้องสมุด (Library orientation) การสอนทางบรรณานุกรม (Bibliographic instruction) การสอนห้องสมุด วิจัยห้องสมุด (Library research courses) การฝึกอบรมผู้ใช้ (User training) การสอนทักษะห้องสมุด (Library skills instruction)
- การสอนการรู้สารสนเทศอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การสอนเป็นรายวิชาโดยเฉพาะ โดยพัฒนามาจากการสอนวิชาการใช้ห้องสมุดหรือการสอนเรื่องบรรณานุกรม ซึ่งต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อวิชา เช่น การใช้สารสนเทศ ทักษะสารสนเทศ การค้นคว้าและเขียนรายงาน สารสนเทศกับการศึกษาค้นคว้า เทคโนโลยีสารสนเทศกับการค้นคว้า และการสอนแบบบูรณาการทักษะสารสนเทศในหลักสูตรระดับต่างๆ และในรายวิชาต่างๆ ในระดับอุดมศึกษา เช่น ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและค้นคืน วิชาการวิจัย วิชาทักษะชีวิต เป็นต้น ส่วนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา การสอนแบบบูรณาการอยู่ในเนื้อหาวิชาต่างๆ เช่น ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ เป็นต้น
- รูปแบบการแก้ปัญหาสารสนเทศ (Big-Six Information Problem-Solving ) กระทรวง ศึกษาธิการ ของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้นำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาหลักสูตรการรู้สารสนเทศเพื่อใช้ทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีประสบการณ์ 6 ขั้นตอน ในการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างที่ต้องใช้สารสนเทศ
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดความต้องการและงานที่ต้องใช้สารสนเทศ
ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดกลยุทธ์การแสวงหาสารสนเทศ
ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดแหล่งที่มีสารสนเทศและการเข้าถึงสารสนเทศ
ขั้นตอนที่ 4 การใช้สารสนเทศ
ขั้นตอนที่ 5 การนำเสนอ สื่อสารสารสนเทศ
ขั้นตอนที่ 6 การประเมินกระบวนการและผลลัพธ์จากสารสนเทศ
รูปแบบหน่วยการเรียนการสอนและการปฏิบัติ มีความพยายามที่จะจัดหลักสูตรประกาศนียบัตรการรู้สารสนเทศระดับสากล (International Information Literacy Certificate-IILC) เป็นวาระระดับโลก โดย IFLA และสมาคมห้องสมุดของแต่ละประเทศ จำแนก ดังนี้
หน่วยที่ 1 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
หน่วยที่ 2 การวิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศและวิธีการที่แตกต่างกันในการสนองความต้องการสารสนเทศ
หน่วยที่ 3 กลยุทธ์การแสวงหาสารสนเทศ การเข้าถึง และการใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
หน่วยที่ 4 การประเมินสารสนเทศที่เข้าถึง
หน่วยที่ 5 การจัดระบบ การประยุกต์ใช้ และการสื่อสารสารสนเทศ
หน่วยที่ 6 การสังเคราะห์และการสร้างสารสนเทศใหม่
หน่วยที่ 7 ปัญหาสังคมและปัญหากฎหมายในการเข้าถึงและการใช้สารสนเทศ
หน่วยที่ 8 ประเด็นสารสนเทศที่เน้นเนื้อหาศาสตร์และอาชีพ
หน่วยที่ 9 ประเด็นสารสนเทศที่เฉพาะเจาะจงระดับนานาชาติและภูมิภาค
หน่วยที่ 10 การจัดการความรู้และประเด็นสารสนเทศในองค์กร
ดร.นงเยาว์ เปรมกมลเนตร
การรู้สารสนเทศ (Information Literacy : IL ) เป็นประเด็นที่บรรณารักษ์และบุคคลในวิชาชีพสารสนเทศให้ความสนใจตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ และตั้งแต่ปี 1974 เป็นต้นมา บรรณารักษ์ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น และมีการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ให้ความสนใจกับเรื่อง การรู้สารสนเทศ มากกว่าประเทศอื่นๆ และมีหลายหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ ซึ่งส่วนมากเป็นสมาคมทางด้านห้องสมุดและสมาคมทางด้านการศึกษา เช่น สมาคมห้องสมุดอเมริกัน (ALA) สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (ACRL) สมาคมเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติ (ITEA) สมาคมอุดมศึกษาอเมริกัน (AAHE) และสมาคมด้านสารสนเทศทางเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ISTE) โดยมีการยอมรับว่า การรู้สารสนเทศเป็นทักษะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10
เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการพัฒนาแบบองค์รวม ยึดคนเป็นศูนย์กลาง และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล
สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมีวัตถุประสงค์หลัก 7 ประการ
- สร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม
- เพิ่มศักยภาพชุมชนเชื่อมโยงเครือข่าย
- ปรับโครงสร้างการผลิต
- สร้างภูมิคุ้มกัน
- สร้างระบบแข่งขันให้เป็นธรรม
- สร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
- สร้างธรรมาภิบาล
ยุทธศาสตร์การพัฒนามี 5 ประการ
- พัฒนาคุณภาพคนและสังคม
- สร้างความเข้มแข็งชุมชน
- ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
- ความหลากหลายทางชีวภาพ
- ธรรมาภิบาล
ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้มี 3 ประการ
- พัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้เกิดภูมิคุ้มกัน พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีจิตใจดีงาม มีสำนึกสาธารณะ มีสติปัญญา เพิ่มพูนความรู้และทักษะให้แก่แรงงาน เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และจัดการองค์ความรู้ท้องถิ่นและสมัยใหม่
- เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้แข็งแรง พัฒนาระบบการรักษา ควบคู่กับการป้องกัน และฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ ส่งเสริมการบริโภคที่ปลอดภัย ใช้สมุนไพร ภูมิปัญญาไทยร่วมกับเทคโนโลยีสะอาดในการผลิต ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
- เสริมสร้างคนไทยอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข สร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง สร้างหลักประกันที่มั่นคงให้ประชาชนด้านอาชีพ สวัสดิการสังคม การออม การดำรงชีวิตที่ปลอดภัยสงบสุข รวมทั้งขยายบริการสังคมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส
ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมเป็นฐานที่มั่นคงของประเทศมี 3 ประการ
1. การบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง
จัดกิจกรรม เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงกลไก กฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการรวมตัวของชุมชน จัดการองค์ความรู้ชุมชน และพัฒนาต่อยอด สร้างครอบครัว ความสัมพันธ์ในชุมชนให้เข้มแข็งเป็นภูมิคุ้มกัน
2. สร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชน
รวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์คุณค่าสินค้าและบริการ
3. เสริมสร้างศักยภาพของชุมชนอยู่ร่วมกับทรัพยากรอย่างเกื้อกูล
ให้สิทธิชุมชนร่วมบริหารจัดการทรัพยากร สร้างกลไกให้ชุมชนปกป้องคุ้มครองทรัพยากร
ความหมายของการรู้สารสนเทศ
มีการใช้คำและให้คำจำกัดความที่แตกต่างกันไป เช่น คำว่า Information Literacy, Information Competency, Information Skills แต่คำว่า Information Literacy เป็นคำที่ใช้แพร่หลายมากที่สุด ในการให้คำจำกัดความหมายของ การรู้สารสนเทศ นั้น ไม่ได้ให้เดี่ยวๆ แต่มักจะกล่าวรวมกับคน นั่นคือ การเป็นผู้รู้สารสนเทศ ซึ่ง สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (Association of College and Research Libreries-ACRL) ได้ให้ความหมายว่า การเป็นผู้รู้สารสนเทศ คือ การที่บุคคลนั้นสามารถตระหนักว่าตนเองต้องการสารสนเทศและมีความสามารถในการระบุตำแหน่งที่อยู่ของสารสนเทศ ประเมินสารสนเทศ และใช้สารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานการรู้สารสนเทศ
สมาคมบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนอเมริกัน (American Association of School Librarians-AASL) ได้กำหนดมาตรฐานการรู้สารสนเทศ 9 ประการ สำหรับนักเรียน ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1998 มาตรฐานทั้ง 9 มาตรฐานนี้ถูกจัดอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ
1. การรู้สารสนเทศ (Information Literacy ) ประกอบด้วยมาตรฐานดังนี้
มาตรฐานที่ 1 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศ สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
มาตรฐานที่ 2 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศ สามารถประเมินสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ
มาตรฐานที่ 3 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศ สามารถใช้สารสนเทศได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์
2. การเรียนรู้อย่างเสรี (Independent Learning) ประกอบด้วยมาตรฐานดังนี้
มาตรฐานที่ 4 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้เรียนรู้อย่างเสรีและติดตามค้นหาสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับความสนใจส่วนตัวได้
มาตรฐานที่ 5 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้เรียนรู้อย่างเสรี มีความซาบซึ้งในวรรณคดี และงานสร้างสรรค์อื่นๆ ที่แสดงออกผ่านสารสนเทศ
มาตรฐานที่ 6 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้เรียนรู้อย่างเสรี และพัฒนาตนเองเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในการค้นหาสารสนเทศ และการสร้างความรู้
3. การรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ประกอบด้วยมาตรฐานดังนี้
มาตรฐานที่ 7 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศเป็นผู้ที่อุทิศตนต่อสังคมและชุมชนแห่งการเรียนรู้ และตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศที่มีต่อสังคมประชาธิปไตย
มาตรฐานที่ 8 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศเป็นผู้ที่อุทิศตนต่อสังคมและชุมชนแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งมีจริยธรรมในการใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาตรฐานที่ 9 นักเรียนผู้รู้สารสนเทศเป็นผู้ที่อุทิศตนต่อสังคมและชุมชนแห่งการเรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มในการศึกษาและสร้างสารสนเทศ
สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา ( Association of College and Research Libreries-ACRL) ได้กำหนดมาตรฐานด้านการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษาในปี ค.ศ. 2000 โดยนำเสนอมาตรฐานการรู้สารสนเทศของนักศึกษาไว้ 5 มาตรฐาน ดังนี้
มาตรฐานที่ 1 นักศึกษาสามารถกำหนดลักษณะและขอบเขตของสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างชัดเจน
มาตรฐานที่ 2 นักศึกษาสามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
มาตรฐานที่ 3 นักศึกษาสามารถประเมินสารสนเทศและแหล่งที่ผลิตสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ รวมทั้งสามารถบูรณาการสารสนเทศที่คัดเลือกแล้วเข้ากับระบบฐานความรู้และค่านิยมของตนเองได้
มาตรฐานที่ 4 นักศึกษาในฐานะบุคคลและสมาชิกของกลุ่มต่างๆ สามารถใช้สารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
มาตรฐานที่ 5 นักศึกษามีความเข้าใจในประเด็นด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย และสังคมที่แวดล้อมสารสนเทศ รวมทั้งผลที่เกิดจากการใช้และการเข้าถึงสารสนเทศอย่างถูกต้องทั้งทางจริยธรรมและกฎหมาย โดยในแต่ละมาตรฐานจะมีดัชนีชี้วัดการดำเนินงาน (Performance Indicator) และมีดัชนีวัดผลลัพธ์ที่ตามมา (Outcomes) อีกด้วย
ลักษณะของบุคคลผู้รู้สารสนเทศ
ออสเตรเลีย โดย คณะกรรมการบรรณารักษ์อุดมศึกษา (Council of Australian University Librarian-CAUL) ได้นำมาตรฐานของ ACRL มาประยุกต์ใช้ในปี ค.ศ. 2001 โดยเปลี่ยนคำว่า นักศึกษา (Student) เป็น บุคคลทุกคน (Person) ในมาตรฐานฉบับแรก (Version 1) ต่อมาในมาตรฐานฉบับที่ 2 (Version 2) ซึ่งเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2004 ได้เปลี่ยนชื่อจากคำว่า มาตรฐาน (Standard) มาเป็นคำว่า กรอบโครงสร้าง (Framework) โดยกำหนดในกรอบโครงสร้างว่า บุคคลผู้รู้สารสนเทศ มีลักษณะดังนี้
- สามารถตระหนักถึงความต้องการสารสนเทศ รวมทั้งสามารถกำหนดลักษณะและขอบเขตของสารสนเทศที่ต้องการได้
- สามารถค้นหาสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
- สามารถประเมินผลเชิงวิเคราะห์กับสารสนเทศและกระบวนการค้นหาสารสนเทศที่ต้องการได้
- สามารถจัดการกับสารสนเทศทั้งที่ค้นหามาได้หรือที่สร้างขึ้นใหม่
- สามารถประยุกต์ใช้สารสนเทศเดิมที่มีอยู่เข้ากับสารสนเทศใหม่ เพื่อสร้างแนวความคิดใหม่หรือสร้างความเข้าใจใหม่ได้
- สามารถใช้สารสนเทศด้วยความเข้าใจ และยอมรับในประเด็นทางด้านวัฒนธรรม จริยธรรม เศรษฐกิจ กฎหมาย และสังคมที่แวดล้อมขณะใช้สารสนเทศนั้นๆ ได้
ทักษะของการเป็นผู้รู้สารสนเทศ
ในประเทศอังกฤษ สมาคม SCONUL (Society of College, National and University Libraries) ได้พัฒนาโมเดลของการรู้สารสนเทศขึ้นมาแทนการกำหนดเป็นมาตรฐานเหมือนในประเทศสหรัฐอเมริกา โมเดลนี้เรียกว่า Seven Pillars of Information Literacy ซึ่งได้กำหนดทักษะ 7 ด้าน ของการเป็นผู้รู้สารสนเทศ คือ
- ความสามารถในการตระหนักว่าตนเองต้องการสารสนเทศ
- ความสามารถในการแสดงให้เห็นความแตกต่างของวิธีการระบุช่องว่างทางสารสนเทศ
- ความสามารถในการสร้างกลยุทธ์ในการกำหนดแหล่งที่เก็บสารสนเทศ
- ความสามารถในการกำหนดที่เก็บและเข้าถึงสารสนเทศ
- ความสามารถในการเปรียบเทียบและประเมินสารสนเทศที่ได้รับจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ
- ความสามารถในการจัดการ ประยุกต์ และแลกเปลี่ยนสารสนเทศกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ กัน
- ความสามารถในการสังเคราะห์ และพัฒนาสารสนเทศที่มีอยู่ ไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้
ประเด็นท้าทายสำหรับบรรณารักษ์
- การรู้สารสนเทศในบริบทของสังคมไทย คืออะไร
- บรรณารักษ์จะมีส่วนช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ มีทักษะการรู้สารสนเทศ เพื่อเป็นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างไร
- บรรณารักษ์จะช่วยผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุนให้การรู้สารสนเทศ เป็นกิจกรรมหนึ่งในการพัฒนาคน และสร้างชุมชนเข้มแข็ง ตามแผนฯ 10 ได้อย่างไร
|