head สาระน่ารู้
     
 

พิพิธภัณฑ์ | จดหมายเหตุ | นิทรรศการ | เกร็ดความรู้ | เอกสารวิชาการ

 
   
               
    การประชุมสภา    

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ ท้องพระโรง พระที่นั่งอนันตสมาคม

   
   
  • รัฐพิธีเปิดประชุม
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • พฤฒสภา
  • รัฐธรรมนูญ
  • องค์ประชุม
  • วิป
  • การจดชวเลข
  • ความคุ้มกัน
  • เอกสิทธิ์
       
               
         
   

รัฐพิธีเปิดประชุม

รัฐพิธี หมายถึง งานหรือพิธีที่รัฐบาลกราบบังคมทูลขอพระมหากรุณาธิคุณเพื่อทรงรับไว้เป็นงาน รัฐพิธี มีหมายกำหนดการซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธี หรือจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน โดยมีคณะบุคคลเฝ้ารับเสด็จ

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในที่นี้รวมความถึง สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทน พฤฒสภา สภาร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีชื่อแตกต่างกันไปตามรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ย่อมบ่งบอกได้ว่า “รัฐ” เป็นฝ่ายดำเนินการ โดยมีพระมหากษัตริย์ หรือพระรัชทายาท หรือผู้แทน พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธาน เพื่อเป็นการพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้แทนของปวงชนชาวไทยเข้าเฝ้าฯ อย่างเป็นทางการ ก่อนปฏิบัติหน้าที่

การที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภานั้น สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีที่ มาจากธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมาแต่โบราณ และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ ซึ่งถือกันว่าเป็นประเทศต้นแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เช่นเดียวกับประเทศไทยของเราแล้ว จะคล้ายคลึงกัน

สิ่งสำคัญที่สุดในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา คือ พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ สมาชิกรัฐสภา เสมือนหนึ่งพระบรมราโชวาทที่สมาชิกรัฐสภาน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่อย่างสูงสุด นับเป็นมหามงคลแห่งชีวิตที่สูงค่ายิ่ง

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะกระทำ ณ ท้องพระโรง พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่อัฒจันทร์ด้านทิศตะวันตก ฝั่งพระที่นั่งอัมพรสถาน เสด็จผ่านท้องพระโรงหลัง แล้วเสด็จขึ้นประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังก์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตรภายในพระวิสูตร ขณะที่ผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลายรอเฝ้าฯ อยู่ที่ท้องพระโรงหน้า หน้าพระวิสูตร เมื่อประทับพระราชบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านไขพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตรมโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา จบแล้ว มหาดเล็กรัวกลับให้สัญญาณอีกครั้งหนึ่ง ชาวม่านปิดพระวิสูตร มีประโคมและสรรเสริญพระบารมีเช่นเดียวกับเมื่อเสด็จออก อันเป็นการสิ้นสุดของการเสด็จออกมหาสมาคมเพื่อทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

   

The State Ceremony for the Opening of the National Assembly

A state ceremony is a ceremony nominated by the Government to the King asking for His Majesty’s acceptance under His patronage and His Majesty’s kindness to preside over the ceremony or to appoint any person to perform on His behalf. During the ceremony, His Majesty also grants audience to a group of people.

The state ceremony to open the National Assembly covers the House of Representatives, Senate, Constituent Assembly and National Legislative Assembly, or other names as appeared in each constitution. It shows that the State carries out the ceremony while His Majesty the King is presiding over the ceremony or may command the Heir to the Throne or any person to perform the ceremony as His Representative to grant audience to the Thai people’s representatives and give speeches before performing their duties in office.

It was presumed that the King had to make his presence at the ceremony according to a long-standing common practice, which is similar to that of England, which was considered a model for the countries which adopts a democratic regime of government with a constitutional monarchy.

The most significant part of the ceremony is His Majesty the King’s speeches given to the Members of the National Assembly. The Royal speeches reflect His genuine concerns making the Members heartily treat His Majesty’s speeches as Royal instructions being an ultimate guideline to perform their duties.

The state ceremony for the opening of the National Assembly is performed at Ananta Samakom Throne Hall. Upon His Majesty’s arrival by a car at the West elevated platform facing Amporn Satarn Throne Hall, His Majesty would walk through the rear throne hall and sit on Bhuttan Kanjana Singhasna Throne under the nine-level canopy behind the curtain while whose who receive the audience stay before the curtain. By the time His Majesty has settled down on the Throne, the Royal Page beats the wooden Thai castanets rapidly and repeatedly (to give signal), the curtain personnel winds open the curtain, the guard of honour pays the salute and the brass-band plays the Royal Anthem. When the music fades out, His Majesty the King gives the speech to open the National Assembly session. After the speech, the Royal Page gives signal with the castanets, the curtain personnel winds the curtain to close, the Royal Anthem sounds and His Majesty walks out of the audience hall. This concludes that state ceremony for the opening of the National Assembly session with the full honour according to the Royal Thai tradition.

   
               
   

สภาผู้แทนราษฎร

“สภาผู้แทนราษฎร” เป็นคำประสมระหว่างคำว่า “สภา” กับ คำว่า “ผู้แทนราษฎร”

“สภา” หมายถึง ที่ประชุม, องค์การหรือสถานที่ประชุม ส่วน “ผู้แทนราษฎร” หมายถึง บุคคลที่ได้รับ เลือกจากประชาชนให้ทำหน้าที่แทนในสภานิติบัญญัติ เมื่อรวมคำทั้งสองเข้าด้วยกัน สภาผู้แทนราษฎร หมายถึง องค์การหรือสถานที่ประชุมของบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ทางด้านนิติบัญญัติ

สภาผู้แทนราษฎรมีขึ้นครั้งแรกตามพระราช บัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 โดยให้ “มีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย...” และ “... มีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศและมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้...”

เมื่อแรกเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น “คณะราษฎร” มีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้สภาผู้แทนราษฎร เป็นองค์กรทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด เพื่อใช้อำนาจนั้นเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบใหม่ในการปกครองประเทศ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2475 คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว จำนวน 70 คน และเวลา 14.00 นาฬิกา ของวันเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดประชุมครั้งแรก ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม

ในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามเพื่อใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ที่มีเจตนารมณ์ต้องการใช้บังคับเป็นการชั่วคราวนั้น คณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังคงความเห็นและยึดหลักการเดิม คือ ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรทางการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่มีอำนาจมาก ขณะที่พิจารณานั้นมีสมาชิกเสนอความเห็นว่าควรเปลี่ยนชื่อเรียกองค์กรนี้เสียใหม่ว่า “สมัชชาผู้แทนราษฎร” ด้วยเห็นว่ามีองค์กรทางการเมืองใหม่ที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารชื่อว่า “สภารัฐมนตรี” หากยังคงใช้คำว่า “สภาผู้แทนราษฎร” ต่อไป อาจจะก่อให้เกิดความสับสนว่าประเทศสยามใช้ระบบสองสภาขึ้นได้

ความเห็นนี้มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน โดยฝ่ายสนับสนุนเห็นว่า หากเปลี่ยนมาใช้คำ ว่า “สมัชชาผู้แทนราษฎร” ซึ่งจะตรงกับคำที่กระทรวงการต่างประเทศแปลมาจาก “ASSEMBLY” ส่วนฝ่ายที่คัดค้านให้ความเห็นว่า “ สภาผู้แทนราษฎร” เป็นคำที่ประชาชนเข้าใจและคุ้นเคยอย่างดีแล้ว หากเปลี่ยนชื่ออาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าตั้งองค์กรขึ้นใหม่สมควรที่จะใช้คำนี้ต่อไป และเพื่อมิให้ เกิดความสับสน จึงเห็นควรเปลี่ยนชื่อองค์กรฝ่ายบริหารจากคำว่า “สภารัฐมนตรี” ไปเป็นชื่ออื่นจะเหมาะ สมกว่า

ในที่สุดผู้เสนอขอเปลี่ยนชื่อได้ขอถอนความเห็นดังกล่าว เป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎรยังคงเป็นชื่อที่ใช้เรียกต่อไป และที่ประชุมได้พิจารณาเปลี่ยนชื่อ “สภารัฐมนตรี” เป็น “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกมาจนถึงปัจจุบัน

สภาผู้แทนราษฎร

   

The House of Representatives

“The House of Representatives” is composed of a “House” and “Representatives”

A “House” is a meeting, organization or place for a meeting. While “Representatives” mean persons who are elected by the people as their representatives in the legislative assembly. When both words are put together, it is called the House of Representatives meaning an institute or place for a meeting of the elected-people to perform their duties on the legislative branch.

The House of Representatives was first established in accordance with Siamese Administration Constitution Act (Interim) B.E. 2475 (1932) “having authorities to issue Acts…” and “…to oversee national affairs and call for a meeting to withdraw any members of civil committees or government officers…”

The intention of transforming the country’s administration of “Khana Rasadorn” was at first to establish the House of Representatives as a political institute with a supreme power in order to exercise such a power as a tool to reengineer an administration of the country. On 28 June B.E 2475 (1932), 70 interim Members of the House of Representatives were appointed by a group of military responsible for protecting the capital area and the first House sitting was held in the same day at 2.00 p.m.at Ananta Samakom Throne Hall.

Under drafting the Constitution of the Kingdom of Siam in place of the previous one with the purpose of interim enforcement, the constitution drafting subcommittee remains the same opinion and principle of it – that is to set up the House of Representatives as a powerful political body to be people’s representatives. While the consideration was carrying out, some members proposed that the name of the organization should be changed into the “Assembly of Representatives” with a reason that there is a new political organization in charge of governing the administration branch called “Council of Ministers”. If the “House of Representatives” is therefore used, it may make people confused that Siam is a bicameral system.

From this issue, there are two different opinions that are agreement and disagreement. The agreement side said if the “Assembly of Representatives” is used, it will match with an “Assembly” in English word a Ministry of Foreign Affairs translated from. The other side said the word “House of Representatives” is quite understood and familiar to the people. If this name is changed, people may get misunderstanding that it is a new institute. As a result, the “House of Representatives” should further be used. To stop making a mistake, it is concluded that the “Council of Ministers”, an administrative organization should be changed into another name to be more appropriate.

Finally, the one who proposed such an idea withdraws their proposal so the name of the “House of Representatives” has still be called onwards. In addition, the meeting considered the Thai words of the “Council of Ministers”. Even though the Thai word was changed, the word in English is still the same – that is the “Council of Ministers” which still be called up until now.

   
               
         

 

   
   

พฤฒสภา (พรึด - สะพา)

ประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 โครงสร้างของสภาเปลี่ยนเป็นสภาคู่ เรียกว่า รัฐสภา ประกอบด้วย พฤฒสภา และสภาผู้แทน นับเป็นรัฐสภาชุดที่ 6 ของประเทศไทย

ในระหว่าง พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2490 พฤฒสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 80 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี และเมื่อครบ 3 ปี ให้จับสลากออกกึ่งหนึ่ง สมาชิกพฤฒสภาต้องมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป และมีการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเคยเป็นข้าราชการ
ไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า แต่ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ พฤฒสภามีอำนาจหน้าที่ คือ ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทน และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 กำหนดให้ราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา แต่ในระยะแรกให้สมาชิกประเภทที่ 1 ซึ่งราษฎรเลือกตั้งสมัยรัฐสภาชุดก่อนหน้านั้นเป็นผู้เลือกตั้งไปก่อน โดยมีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่
24 พฤษภาคม 2489 การประชุมพฤฒสภาและที่ทำการสำนักงานเลขาธิการพฤฒสภา คือ พระที่นั่งอภิเษกดุสิต พฤฒสภาได้ประชุมครั้งแรก วันที่ 3 มิถุนายน 2489 ที่ประชุมได้เลือก
นายวิลาศ โอสถานนท์ เป็นประธานพฤฒสภา เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 คำว่า พฤฒสภา จึงเปลี่ยนเป็น วุฒิสภา และใช้ต่อมาจวบจนปัจจุบัน

 

พฤฒสภา (พรึด - สะพา)

   

“Prued Sapha” (The Senate)

On 24 June 1932, Thailand has been transformed the administration of regime. As a result, a unicameral – only the House of Representatives – was prescribed in the Constitution. When the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2489 (1946) was later promulgated, the House was changed into the bicameral system, comprising “Prued Sapha” (The Senate) and the House of Representatives which was the 6 th National Assembly of Thailand.

From B.E. 2489 (1946) to B.E. 2490 (1947), the Senate was composed of 80 members with 6 years term. However, after taking the office for 3 years, half would be drawn to leave office. The qualifications of senators are as follows: being not less than 40 years of age or having graduated with not lower than a bachelor’s degree or its equivalent for a period of not less than 5 years, having served as government officials in the position of not lower than director of department or its equivalent but not being permanent officials. The Senate has power and duties in withholding the bills passed the consideration of the House of Representatives and controlling the administration of the state affairs of the Council of Ministers.

Under the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2489 (1946), it is provided that Senator shall be elected by the people. During the first period, however, it was provided that such members obtained from the previous election shall proceed their election before so the election was set up on 24 May, B.E. 2489 (1946). The Office of the Secretariat of the Senate is located at Apisek Dusit Throne Hall and the sitting of the Senate was held there. The first session of the Senate was on 3 June B.E. 2489 (1946) with an elected-president, Mr. Wilas Osathanon.

On 8 Novermber, B.E. 2490 (1947), such constitution was abolished causing from a coup d’ etat led by Lieutenant Colonel Phin Choonhavan. The new constitution called the Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim) B.E. 2490 (1947) was promulgated and the word “Prued Sapha” was then changed to “Wuthi Sapha” and used at that time up until now.

(**Remarks : Though “Prued Sapha” and “Wuthi Sapha” are different words in Thai, both have the same meaning in English.)

   
               
   

รัฐธรรมนูญ

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในปีพุทธศักราช 2475 ประเทศไทยมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปก ครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” สำหรับคำว่า “รัฐธรรมนูญ” เกิดขึ้นเมื่อมีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 คือ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475” เป็นคำที่ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ ได้ทรงบัญญัติขึ้น พร้อมทั้งทรงอธิบายว่า คำว่า “รัฐธรรมนูญ” ตามศัพท์แปลว่า ระเบียบอำนาจหน้าที่ในการปกครองแผ่นดินโดย “รัฐ” แปลว่า การปกครองแผ่นดิน และ “ธรรมนูญ” แปลว่า ระเบียบอำนาจหน้าที่ หรืออีกความหมายหนึ่ง “รัฐ” หมายถึง แว่นแคว้น บ้านเมือง หรือราษฎรที่รวมกันอยู่ในอาณาเขตที่แน่นอน ภายใต้อำนาจอธิปไตยของตนเอง คำว่า “ธรรมนูญ” หมาย ถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการ ดังนั้น คำว่า “รัฐธรรมนูญ” หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการของรัฐ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ให้ความหมายคำว่า “รัฐธรรมนูญ” (รัดถะทำมะนูน, รัดทำมะนูน) หมายถึง บทกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ โดยกำหนด รูปแบบของรัฐ ระบอบการปกครองของรัฐ รวมทั้งสถาบันและองค์กร การใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองรัฐ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

   

Constitution

After changing absolute monarchy into democratic regime in 1922, Thailand had supreme law named “The Temporary Charter for Administration of Siam Act, B.E. 2475”. The word “Constitution” was initially used when Thailand had the second Constitution which was called “Constitution of the Kingdom of Siam, B.E. 2475”. Major General Phra Chao Worawong Ther Kromamuen Narathip Pongprapan coined the term “Constitution” in the Thai Language as “Rath-tha-tham-ma-noon (รัฐธรรมนูญ ) ”. He explained that this term was composed of “Rath” (State) and “tham-ma-noon” (Charter), which in overall meant authority to govern the State. The word “Rath” implied governing and the word “tham-ma-noon” implied authority. Or in another sense, “Rath” meant territory, country or people gathering in certain boundary with sovereignty. Additionally, “tham-ma-noon” meant law of order. Therefore, the word “Constitution” means law on State order.

“Constitution” was also described in Dictionary of Institute of Royal Fellowship, B.E. 2542 as supreme law to make State governing in order by setting up form and regime of the State. This included institutions and organizations having sovereignty in State governing.

   
               
               
   

องค์ประชุม

หมายถึง จำนวนต่ำสุดของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมสภา และประชุมกรรมาธิการตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อันจะก่อให้เกิดผลในทางนิติบัญญัติ ถ้าหากสมาชิกเข้าร่วมประชุม
ไม่ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ต่ำสุดดังกล่าว เรียกว่าไม่ครบองค์ประชุม และเมื่อไม่ครบองค์ประชุม การประชุมจะดำเนินไปไม่ได้ ถึงจะดำเนินไปก็ถือว่าเป็นโมฆะ

โดยปกติเมื่อถึงเวลานัดประชุมแล้ว แต่จำนวนสมาชิกยังไม่ครบองค์ประชุม ประธานก็จะเปิดประชุมไม่ได้ และในระหว่างการประชุม ถ้าหากมีสมาชิกผู้ใดทักท้วงว่าองค์ประชุมไม่ครบ ประธานของที่ประชุม จะสั่งให้มีการตรวจสอบองค์ประชุมก็ได้ ถ้าหากครบก็ดำเนินการประชุมต่อไป แต่ถ้าหากไม่ครบ ก็ไม่สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้

   

Quorum

A quorum is a minimum number of members who attend the parliamentary sitting and the meeting of the House committee provided in the constitution in light of the legislative achievement. When the number of members attending the meeting is not required the minimum number prescribed, it is called not a required quorum. If so, the meeting cannot be implemented though it has been carrying out, it shall be void.

Normally, when it is time for a sitting but the number of members is not required to constitute a quorum, the president is not able to open the sitting. During the sitting, in addition, when any member protests the quorum of the sitting it is not a required quorum, the President of the sitting may have an order to investigate the quorum. If so, the sitting cannot be carrying out. On the other hand, if it is a required quorum, the sitting can further be implementing.
   
               
   
ภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยกมือออกเสียงในการประชุมสภา
   
   

วิป

หมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ควบคุมการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมของสมาชิกอื่นๆ ในสังกัดพรรคของตนให้เป็นไปตามมติของพรรคนั้นๆ และทำหน้าที่ประสานงานระหว่างพรรคการเมือง เพื่อให้การดำเนินการของสภาผู้แทนราษฎรดำเนินไปอย่างราบรื่น

ในทางทฤษฎีนั้น สมาชิกสภาย่อมมีอิสระที่จะแสดงความคิดเห็นหรือลงมติด้วยความเห็นชอบของตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับมติของพรรคก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติ มติของพรรคย่อมจะต้องเป็นที่ยึดถือและเชื่อฟังการกระทำใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนมติของพรรคถือเป็นความผิด หากสมาชิกที่สังกัดพรรคคนใดกระทำผิดดังกล่าวเกิดขึ้น วิปก็จะต้องรายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้มีการพิจารณาการกระทำผิดดังกล่าว

คำว่า “วิป” นี้ ไม่ใช่คำภาษาไทย และไม่ใช้คำที่ใช้เป็นทางการมาจากภาษาอังกฤษ ว่า “whip” ที่แปลว่า “ผู้ถือแส้” ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ควบคุมนั่นเอง จึงไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับการประชุมของสภา

   

Whip

A whip is a Member of the House of Representatives controls the vote of other members in their party in the sitting under the party’s resolution. A whip also coordinates with other parties to carry out the parliamentary performance smoothly.

Theoretically, members have their own freedom to express their opinion or vote by themselves which may not be in line with the party’s resolution. Practically, on the other hand, the party’s resolution shall be regarded as obedience for all members in the party. Any action which violates party’s resolution is regarded as an offence. When this incident takes place among party’s members, a whip shall report to the executive committee to consider such a wrong-doing.

Neither a “whip” is a Thai word nor English used as an official language. A “whip” in English means “a piece of leather or rope which is fastened to a stick, used for hitting animals or people.” as if it means a controller. As a result, it is not prescribed in the Constitution or rules of parliamentary proceedings.

   
               
   

การจดชวเลข (Shorthand)

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นำชวเลขมาใช้เป็นครั้งแรก ในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งต้องการนักชวเลขเพื่อจดคำให้การในศาล โดยหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของกระทรวงการต่างประเทศ ทรงดัดแปลงชวเลขแบบปิทแมน (Pitman ) จากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยได้สำเร็จ และเริ่มสอนนักเรียนเมื่อปีพุทธศักราช 2451 เพียงระยะเวลา 8 เดือน มี นักเรียนสามารถเขียน ชวเลขได้ถึงนาทีละ 130 คำ จึงส่งเข้าสอบในศาลยุติธรรม ปรากฎว่าสอบได้ 11 คน และได้เข้ารับราชการในตำแหน่งพนักงานชวเลขในศาลยุติธรรม ต่อมาหลักสูตรการสอนชวเลขแบบ ปิทแมน ได้นำมาสอนในโรงเรียนพาณิชยการ ส่วนชวเลขแบบเกร๊ก (Gregg ) ได้เข้ามาภายหลัง โดยหลวงมิตรธรรมพิทักษ์

การจดชวเลขในการประชุมสภา เมื่อได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม การประชุมครั้งนั้นได้ใช้เจ้าหน้าที่ชวเลขจดถ้อยคำในการประชุมสภา และนำมาแปลถ่ายถอด เพื่อจัดทำรายงานการประชุมนับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

   

Stenography

A stenography was first used in a Ministry of Justice under the reign of King Rama V as stenographers were needed for writing testimony used in the court. Morm Chao Sithiporn Krisadakorn, advisor on state affairs of a Ministry of Foreign Affairs, at that time completely adapted Pitman’s shorthand from English language to Thai then started to teach students in 1908. Only after 8 months, the students have enabled to write shorthand up to 130 words per minute. Consequently, they were sent to contest at the Ministry of Justice. Only 11 students passed the examination and took the office in the positions of stenographers there. Next, a shorthand course of Pitman was taught in commercial schools. On the other hand, of Gregg was brought into Thailand later by Luang Mitrthampitak.

When the first House sitting took place on 28 June, 1932 at Ananta Samakom Throne Hall, stenographers were assigned to take note such a sitting by using shorthand then do a report of meeting since then.

   
   
ภาพตัวอย่างอักษรชวเลขและคำแปล ภาพเจ้าหน้าที่จดชวเลขในการประชุมสภา
   
               
   

ความคุ้มกัน

ความคุ้มกันของสมาชิกรัฐสภา หมายถึง การได้รับยกเว้นตามกฎหมายที่จะไม่ถูกจับกุม คุมขัง หรือดำเนินคดีในความผิดคดีอาญา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่หากสมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือนอกสมัยประชุม หรือพ้นจากตำแหน่งแล้ว จึงสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ ยกเว้นเป็นการจับในขณะกระทำความผิด

ทั้งนี้สมาชิกรัฐสภา จะไม่ได้รับความคุ้มกันในกรณีการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง

   

Immunity

Immunity of a Member of the National Assembly is the immunity provided by law extended to members who attend the sitting not to be arrested, detained, or prosecuted on their offences. When the Members are out of duties or vacate their office, they can be further prosecuted. Except in the case where a Member has been arrested in flagrante delicto.

The immunity of a Member of the National Assembly cannot be applied to the trial of the Supreme Court of Justices Criminal Division for Persons Holding Political Positions or other cases concerning election law.

   
               
   

เอกสิทธิ์

เอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา หมายถึง สิทธิพิเศษตามกฎหมาย ที่ให้อิสระในการพูด การอภิปราย หรือการดำเนินการใดๆ ในรัฐสภาระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นเอกสิทธิ์เด็ดขาด โดยบุคคลอื่นมิอาจนำไปฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใดๆ เพื่อเป็นการประกันหรือคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และเอกสิทธิ์นี้จะมีอยู่ตลอดไปถึงแม้สมาชิกจะพ้นสมาชิกภาพไปแล้วก็จะนำมาฟ้องร้องไม่ได้

ทั้งนี้เอกสิทธิ์จะไม่คุ้มครองถึงกรณีที่สมาชิกรัฐสภากล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวนั้นไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

   

Privilege

A privilege for Members of the National Assembly means the exceptional right under the law which allows members to fully express their words, debate or carry out any activities during their duties in the National Assembly. It will be absolutely privileged without being sued in any means by any person in order to perform their duties most efficiently. Although the membership is expired, this privilege still exists forever. No charge or action in any manner whatsoever shall be brought against such members.

The privilege does not extend to members who express their words in a sitting which is broadcasted through radio or television if such words appear out of the precinct of the National Assembly and the expression of such words constitutes a criminal offence or a wrongful act against any other person, who is not a Minister or Member of that House.

   
 
up
           
               
  home            
  กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
โทรศัพท์ 0 2244 2055-6, 0 2 244 1059 โทรสาร 0 2244 2061

Webmaster : 0 2244 1398